ร้อยความฝันพันจินตนาการ

:: บทกลอน-บทกวี-เรื่องสั้น :: => ปรัชญา => ข้อความที่เริ่มโดย: noppakorn ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2006 : 14:14:11



หัวข้อ: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2006 : 14:14:11
[size=4.5]

ศีล – สมาธิ – ปัญญา – อริยะสัจสี่

“ศีล” พึงปฏิบัติ            
โดยเคร่งครัดจัดอารมณ์
ห้ามกายและใจตน            
หมั่นฝึกฝนวาจางาม
คำสอนองค์สัมมาฯ        
ให้ศึกษาพยายาม
ศีลห้าหมั่นทำตาม            
ทุกๆยามกระทำดี

“สมาธิ” คือแน่วแน่        
ใจเที่ยงแท้มีศักดิ์ศรี
ตั้งมั่นในความดี              
ทุกนาทีจงตั้งใจ
ยึดมั่นการกระทำ            
ใจโน้มนำความดีไว้
ชั่วดีรู้ดีได้              
สติไซร้ไว้พิจารณา

“ปัญญา” คือรู้คิด        
ไว้พินิจและศึกษา
เพ่งพิศพิจารณา            
เพื่อพึ่งพาชีพดำรง
รู้มีความดีชั่ว            
เป็นแนวตัวไม่มัวหลง
ผู้อื่นและตัวคง              
ได้ดำรงด้วยดีงาม

“อริยะสัจสี่”            
ธรรมความดี 4 ประการ
ยึดไว้เป็นทัดฐาน            
เหตุแห่งการณ์ดับทุกข์ตรม

“ทุกข์” คือกำหนดรู้        
ความเป็นอยู่ไม่สุขสม
เกิดแก่เจ็บตายตรม            
ล้วนขื่นขมทุกข์ตรมใจ

“สมุทัย” คือรู้แจ้ง        
สาเหตุแห่งไม่แจ่มใส
ต้นเหตุแห่งทุกข์ใจ            
ล้วนเกิดได้หลายเหตุหน
กามาตัณหาปน            
ช่างพิกลจนหทัย
รู้แล้วพึงยั้งไว้              
เหตุทุกข์ใจให้ระวัง

“นิโรธ” คือพ้นทุกข์        
จะมีสุขรู้ยุกยั้ง
ตัณหาที่ประดัง            
รู้จักรั้งตัดอารมณ์
เปรียบเช่นชาติเชื้อไฟ        
หยิบเชื้อไปไฟไม่โหม
รู้จักดับอารมณ์            
ความสุขสมจะมาเยือน
   
“มรรค” นั้นเป็นวิถี        
เป็นวิธีคอยชี้เตือน
ปฏิบัติอย่าแชเชือน            
ทุกข์จะเลือนไม่เยือนมา
พ้นทุกข์ไม่เวียนว่าย        
เกิดแก่ตายไม่เวียนหา
นิพพานคือปฏิปทา            
เป็นปฏิญญาที่แน่นอน ฯ

[/size]


หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: jk-rolling ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2006 : 17:58:51

ก่อนจะถึง วาเลนไทน์ ใฝ่ธรรมะ
เพื่อลดละ ตัดกิเลส หาเหตุผล
ฟังนักธรรม noppaKorn สอนผู้คน
ได้ยิลยล สิ่งดีงาม ตามครรลอง

เราชาวพุทธ สุดล้ำ ย้ำฝึกหัด
ปฏิบัติ จิตใจ ไม่มัวหมอง
ศีล ปัญญา สมาธิ ควรตริตรอง
ทุกอย่างต้อง พร้อมรับ กับความดี

อีกเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
พึงประจักษ์ แน่ชัด อริยะสัจสี่
หากทำได้ หมดสิ้น เรายินดี
ก่อนพรุ่งนี้ จึงมีรัก ไว้ทักทาย


หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 11 พฤษภาคม 2006 : 18:53:38
[size=4.5]
ตาเนื้อและตาใจ..........................จัดแบ่งไว้ในกายคน
ตาเนื้อติดกายตน.........................ที่ยากยลคือตาใจ
ตาใจคืออารมณ์...........................รู้ชื่นชมรู้สดใส
รู้ทุกข์รู้กลุ้มใจ.............................สัมผัสได้ด้วยอารมณ์
 ตาเนื้อมองเห็นภาพ....................ไว้ซึมซาบภาพสุขสม
ความทุกข์ความเศร้าตรม.............เป็นอารมณ์อยู่ภายใน
หลับตาแล้วรู้สึก...........................ใช้ภาพนึกลึกลงไป
กำหนดลมหายใจ.........................จดจำไว้ให้มั่นคง
 อารมย์ความรู้สึก ........................กำหนดลึกอย่านึกหลง
จับไว้ให้มั่นคง.............................ใจตั้งตรงจงมั่นใจ
หากคิดถึงความทุกข์.....................หรือความสุขทุกใดๆ
อยากคิดให้คิดไป..........................แต่รู้ไว้ในใจตน
ใจคนก็เหมือนบ้าน........................ใหญ่ตระการพานสับสน
มีหนูเข้าปะปน..............................อยู่บ้านคนจนรำคาญ
จิตใจเหมือนแมวไข้......................ไม่ว่องไวไปหักหาญ
จับหนูผู้รุกราน..............................เพราะหนูพาลระรานแมว
หนูคอยมาหยอกเย้า.......................แกล้งเล่นเร้าเย้าให้แป้ว
จิตใจเราเหมือนแมว......................ถูกหนูแซวจนแมวกลัว
ยากนักใจสงบ...............................ต้องคอยรบสยบยั่ว
อารมณ์สั่นระรัว............................ความทุกข์ทั่วยั่วอารมณ์
ตาใจเพ่งให้เห็น............................ทุกสิ่งเช่นเป็นสายลม
พัดมาแผ่พริ้วพรม........................ให้อารมณ์หายตรมใจ
สติจงยึดมั่น..................................ความทุกข์นั้นพลันสลาย
มีเกิดย่อมมีตาย.............................หากทำได้ใจสุขเอยฯ
[/size]


หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: ......'' ลานเทวา ฯ ''...... ที่ 11 พฤษภาคม 2006 : 19:56:17
  วิถีแห่ง       พุทธะ     คือละชั่ว

ไม่เกลือกกลั้ว      ความเลว    ความเหลวใหล

รู้ตรึกตรอง       ครรลองธรรม     นำพาใจ

รู้วินัย     รู้หน้าที่     อันดีงาม


รู้สติ     ระลึกชอบ      ในขอบเขต

รู้สาเหตุ    ความทุกข์ทน     ที่ล้นหลาม

รู้ความจริง    แห่งสัจจะ   รู้ละกาม

รู้เดินตาม     อริยะ    ชนะตน


รู้ผิดชอบ    ชั่วดี    ที่ควรรู้

ใช่เป็นอยู่    เพียงอาศัย     ในทางหน

เกาะผ้าเหลือง    อยู่ไป    ตามใจตน

แลพิกล      พิการ    สงสารธรรม



สำนึกเถิด     บรรพชิต     คิดสำนึก

คิดให้ลึก     ในคำสอน     ก่อนถลำ

มีหิริ     โอตับปะ     ก่อนกระทำ

หยุดสร้างกรรม     อกุศล     มาลนใจ



กราบวิงวอน      ผ่านกลอนย้ำ       ให้จำคิด

เราก็ศิษย์      ศาสดา     ใช่สาไถย

มาร่วมกัน      บำรุงศาสน์     ประกาศชัย

มารวมใจ     รักษาธรรม    ให้ดำรงค์



มาช่วยคิด     ช่วยสร้าง     ในทางชอบ

มาช่วยมอบ    กำลังใจ     ให้คนหลง

มาช่วยดึง    เขากลับมา    หาทางตรง

เพื่อดำรงค์      ศาสนา     มาช่วยกัน

---------ลานเทวา๔๙----------


หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: bodin_1969_nak ที่ 15 พฤษภาคม 2006 : 19:16:30
 :D :D :D

"เวทนานรกมีหกอย่าง
หนึ่งคือทาง  ตาดู  มองคู่ศูนย์
ชอบเห็นโน่นเห็นนี่ทวีคูณ
ไม่เกื้อกูลก็ร้อนรุ่มจนกลุ้มใจ

            สองทางหู  ฟังอยู่  อยากรู้แจ้ง
            สิ่งเคลือบแฝงครั้นได้ยินสิ้นสงสัย
            หูได้ยินสิ่งพนอลออใจ
            กลายเป็นไปคล้ายว่าแช่งแกล้งด่าขรม

สามทางจมูก  น้ำมูกไหล  ใช้ดมกลิ่น
อบอวลสิ้นหอมเหม็นเช่นหมักหมม
กลิ่นดีดีมีถมไปดันไม่ดม
ดันนิยมดมขี้ฟันขันจริงหนอ

            สี่ทางลิ้น   ชอบลิ้ม  ใช้ชิมรส
            ของคาวสดอดไม่ไหวน้ำลายสอ
            ตามใจลิ้นกินเท่าไรไม่มีพอ
            อ้วนต้อหม้อเพราะกินแทบสิ้นลม

ห้าทางกาย  มิวาย  หมายสัมผัส
เกิดกำหนัดชื่นบานพาลขื่นขม
ชอบอิงแอบแนบสงวนนวลชิดชม
ครั้นไม่สมก็โศกเศร้าเหงาทุกครา

            หกทางจิต  เวทนา  มานึกคิด
            ศูนย์กลางจิตติดอารมณ์นิยมหา
            เป็นแม่ทัพสำคัญคอยบัญชา
            จะชั่วช้าเลวดีที่ใจเรา

เวทนาทั้งหกสาธกไว้
อันกายใจเรานี้คล้ายผีเข้า
หากสติหล่นหายไม่บรรเทา
คงเหมือนเจ้าหลอกลิงอิงตำรา."

 :D :D :D              .......................

                                          ดินหม้อ


หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 03 มิถุนายน 2006 : 22:10:47

หนึ่งตรัสไว้อย่าได้หมายชีวิต ������
มุ่งปลงปลิดชีวิตอื่นขมขื่นสิ้น
สองมีว่าอย่าลักเอาของเขากิน ���������
หวังทรัพย์สินผู้อื่นมาชื่นชม
 สามอย่าปลิ้นป้อนหลอนปอกหลอกผู้อื่น ���
หวังตนชื่นมุสาวาทบาดจิตขม
สี่ห้ามชื่นชูเป็นชู้เขาเฝ้าเล้าโลม ���������
หวังสุขสมลูกเมียเขาน่าเศร้าใจ
 ห้าอย่าเสพยาฯกินสุรายาบ้าบอ ������
ทำได้หนอจะสุขสมภิรมย์ใส
ศีลทั้งห้าจงยึดมั่นหมั่นทำไป ���������
สิ่งที่ได้คือคุณธรรมผลกรรมดี
อันบาปกรรมเป็นกงเกวียนที่เวียนว่าย������
ทดแทนให้ตามผลกรรมที่ทำนี้
หากเชื่อมั่นจงกระทำแต่ความดี���������
ผลที่มีคือความสุขทุกข์อันตรธาน…



หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 28 มิถุนายน 2006 : 12:49:32

ขอเกริ่นเรื่อง อดีตกาล งานพรรษา      
ถึงที่มา ทีไป ไว้ให้รู้
แต่เนิ่นนาน เมื่อครั้งการ โบราณอยู่         
เล่าให้รู้ ถึงเรื่องราว คราวความนัย
ปฐมโพธิกาล ผ่านมา เมื่อช้านาน      
ฤดูกาล ฝนมาเยือน นาเรือนไร่
น้ำฝนขัง ตามท้องนา พาราลัย         
เหล่าชาวไร่ ชาวสวน เริ่มพรวนดิน
ต่างปลุกพืช กสิกรรม งามไปทั่ว   
ต่างยิ้มหัว ชื่นจิต คิดพลิกผิน
หลังฝนจาก คงไม่ยาก ลำบากกิน         
เพราะผืนดิน เขียวชอุ่ม ทุกลุ่มนา
เหล่าพ่อค้า หยุดสัญจร ตอนหน้าฝน      เ
พราะทุกหน เดินทางยาก ลำบากขา
อีกกลัวเกรง เหยียบพืชผัก หักคานา         
จึงเว้นมา ไม่สัญจร พักผ่อนกัน
แต่มีบ้าง กลุ่มภิกษุ ไม่ลุล่วง         
มิได้ห่วง พักจาริก หยุดพลิกผัน
จึงเหยียบย่ำ ผักหญ้า ชาวนากัน         
สัตว์เล็กนั้น ก็ถูกเหยียบ จนเรียบรอน
ชาวไร่นา พาติฉิน นินทาทั่ว         
พระไม่กลัว ทำผิดซ้ำ สัมมาฯสอน
พุทธองค์ ทรงห่วงหา และอาทร         
จึงบันทอน กำหนดไว้ ใช้ธำรง
ในไตรมาส วสันต์มา พรรษาหนึ่ง      
กำหนดซึ่ง ให้พระ ไม่ละหลง
เดือนแปด แรมค่ำหนึ่ง ซึ่งจำนง         
ให้พระคง จำพรรษา อยู่อาราม
ที่อยู่ห่าง เนิ่นไป ไกลอาวาส         
สมมุติอาจ อยู่ป่าดง พฤกษ์พงหนาม
ให้กำหนด กุฏิถ้ำ ค้ำเขตคาม         
เป็นอาราม เสนาสนะ พระพงไพร
ให้ละเว้น การเดินทาง ห่างวัดถ้ำ       
จากที่จำ พรรษา เพลาไหน
หนึ่งไตรมาส (3 เดือน) ล่วงล้น ผ่านพ้นไป         
จึงจะได้ ออกศึกษา ธรรมจารี
ถวายเทียน เข้าพรรษา ตำรากล่าว      
มีเรื่องเล่า พุทธองค์ ทรงหลีกหนี
ภิกษุมั่ว มัวทำกรรม โกสัมพี            
วิวาที วิวาทะ พระวินัย
จึงสู่ป่า พงไพร ไกลทุกสิ่ง         
เพื่อละทิ้ง ความวายวุ่น ที่ขุ่นขัย
ศึกษาธรรม ถือศีล ถิ่นพงไพร            
ยามหิวหาย ได้ช้างลิง วิ่งดูแล
สัตว์ทั้งสอง ได้เป็นผู้ คู่อุปฐาก          
ไม่ลำบาก เพราะแรงบุญ อุดหนุนแท้
ช้างหาอ้อย ลิงถวาย ผลไม้แพร         
บ้างเปลี่ยนแปร เป็นน้ำผึ้ง น่าทึ่งใจ
เหลือขี้ผึ้ง ท่านทรงบั่น ปั้นเทียนไข       
เผื่อไว้ใช้ ตอนจำดง พงไศล
จึงมีเทียน มาเกี่ยวข้อง ปองสืบไป      
ประเพณีไซร้ ได้ยึดไว้ ใช้สืบมา




หัวข้อ: Re:ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 30 มิถุนายน 2006 : 21:56:23

ศีลห้าพึงปฏิบัติ


ตั้งนะโม  3 จบ  นบพุทธะ         
อารธนะศีลห้ามาใส่หัว
ปฏิบัติ ตั้งใจมั่น ไม่มันมัว            
มงคลตัวมงคลตนกุศลการ
ขึ้น”มะยัง” จงตั้งใจ ให้แน่วแน่         
ตั้งใจแท้ รับศีลห้า ธรรมาสาร
“นิยาจามะ” คำลงท้าย ใจต้องการ    
รับศีลทาน องค์สัมมาฯ เป็นอาจินต์
"ศีลที่หนึ่ง" อย่าฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต   
หวังปลงปลิด ชีวิตคน จนแดดิ้น
เป็นบาปหนา บาปนัก หนักธรณิน         
สิ้นชีวิน ตกอบาย ตายทุกข์ตรม
"ศีลที่สอง" อย่าลักเอา เขามากิน       
หวังทรัพย์สิน ผู้อื่น ให้ขื่นขม
ทรัพย์ของเขา อย่าหวังเอา เขามาชม         
ควรสะสม ด้วยตัวตน คนชื่นเชย
"ศีลที่สาม" อย่าเป็นชู้เชียร์ ลูกเมียเขา      
แอบหวังเอา เฝ้าเล้าโลม ชมเขนย
เมียของเขา อย่าหวังคิด ไปชิดเชย         
ควรละเลย เสียดีกว่า ชีวาตรม
"ศีลที่สี่" อย่าหลอนหลอก ปอกผู้อื่น       
หวังตัวชื่น ให้ผู้อื่น ใจขื่นขม
ชอบพูดจา คำโกหก เหมือนพกลม         
ใจจะตรม เพราะลิ้นลม ทุกข์ตรมใจ
"ศีลทีห้า" อย่าเสพยา ดื่มสุรายาใบ้บ้า      
สิ่งชั่วช้า หากเสพติด จิตหลงใหล
หลงทดลอง เกี่ยวข้อง ต้องติดใจ         
จะบรรลัย เพราะหลงผิด ด้วยฤทธิ์ยา
ศีลทั้งห้า ยึดมั่นไว้ ไปปฏิบัติ         
ความซื่อสัตย์ ถือมั่นไว้ ไม่กังขา
อันบาปกรรม เหมือนกงเกวียน เวียนไปมา      
จะสุขา หากมีศีล น่ายินดี
พระสัมมา กำหนดไว้ ได้ประเสริฐ      
ธรรมล้ำเลิศ ปฏิบัติไว้ ใจสุขศรี
โลกสดสวย ดูสดใส ในความดี         
ทุกชีวี คงสุขแสน ทั่วแดนธรรมฯ....


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 06 กรกฎาคม 2006 : 19:33:26

8 ปริศนาธรรมการปลงศพ


พิธีศพของคนไทยความหมายมาก
มีหลายหลากปริศนาธรรมพึงจำไว้
แต่เริ่มต้นมัดตราสังยังร่างกาย
จวบสุดท้ายเผาเป็นขี้เถ้าเล่าบอกธรรม

1. มัดตราสังเป็นสามเปราะเคาะความหมาย
เมื่อวางวายมัดคอไว้ความหมายล้ำ
การผูกมัดหมายถึงบ่วงห่วงให้จำ
ที่คอนั้นบ่วงรักลูกผูกมัดใจ
มัดที่มือคือบ่วงรักภักดิ์ผัว-เมีย
เมื่อตายเสียยังห่วงหาอาทรไห้
ส่วนสมบัติและทรัพย์สินนั้นกินใจ
มัดติดไว้ที่ข้อเท้าให้เศร้าตรม
สามบ่วงนี้ผูกติดจิตติดนิสัย
เมื่อบรรรลัยนิพพานไปไม่ได้สม
ต้องเวียนว่ายในวัฏฏะสังคคม
เป็นอารมย์ที่ยึดติดจิตอุปไมย
2. ยามพระสงฆ์นั่งสวดพร้อมน้อมรับศีล
ศพไม่ได้ยินบุตรหลานก็เคาะโลงให้
แท้จริงใบ้แขกรับศีลผินประไพ
เป็นความหมายบอกผู้คนยลพระธรรม
อย่าทำตัวให้ประมาทขาดสติ
ไม่ทิฏฐิละทิ้งไปในคำสอน
หมดโอกาสได้กระทำยามม้วยมรณ์
จะอ้อนวอนเคาะโลงไงไม่ได้ฟัง
3. ยามพระสงฆ์สวดภาษาว่าบาลี
หมู่คนดีฟังไม่รู้อยู่หน้าหลัง
เข้าใจว่าพระสวดให้คนตายฟัง
อโธ่ถัง! พระสวดสอนคนตอนเป็น
หวังให้คนเอาไปใช้ปฏิบัติ
ใช้ยืนหยัดดำรงตนพ้นทุกข์เข็ญ
หากฟังแล้วไม่เข้าใจไม่จำเป็น
ขอให้เน้นสำรวมจิตคิดสิ่งดี
4. บวชหน้าไฟมักเข้าใจกันให้ผิด
ต่างก็คิด"จูงคนตาย"ไปวิถี
พ้นนรกสู่สวรรค์ชั้นที่ดี
จึงบางทีแย่งกันบวชผนวชกัน
แท้ที่จริงเป็นการลงปลงสังเวช
ถึงสาเหตุเกิดเจ็บตายไม่เหหัน
เกิดมาแล้วไม่แคล้ววายตายด้วยกัน
เพียงเท่านั้นมนุษย์นี้มีอะไร
เมื่อปลงได้ก็อยากได้หนีไปบวช
ไปผนวชหนีแสงสีโลกีย์วิสัย
ประพฤติธรรมเพื่อหลุดล้นให้พ้นไป
เพื่อจะได้สู่มรรคผลหนนิพพาน
5. การนิมนต์พระจูงศพพบแห่งเหตุ
เป็นจิตเจตให้คนคิดจิตสันนิษฐาน
ใช้พระธรรมองค์สัมมาฯมีมานาน
ดำรงการดำรงตนเป็นคนดี
ยามมีชีพดำรงตามพระธรรมสอน
ตามขั้นตอนองค์สัมมาหาวิถี
เอาคนตายให้พระนำตามวิธี
สังวรนี้ไว้สอนคนสนใจทำ
6. การเวียนศพซ้าย 3 รอบชอบความหมาย
การเวียนว่ายเกิดตายในภพสาม
มีกามภพ,รูปภพ,อรูปภพ ประสบตาม
ทุกเมื่อยามอยู่วนเวียนกรรมเกวียนกง
เมาตัณหาอุปทานการกิเลส
น่าสังเวชเป็นทุกข์ใจให้ลุ่มหลง
ไม่จบสิ้นมัวเวียนว่ายตายอยู่ยง
ต้องละหลงทวนกระแสแห่ศพเวียน
7. น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพลบกิเลส
เป็นจิตเจตน์ความสะอาดไม่พลาดเปลี่ยน
ดั่งน้ำทิพย์อันบริสุทธิ์ดุจกระเษียร
ชำระเปลี่ยนให้จิตใจใส่ดวงธรรม
8. เผาศพแล้วเหลือขี้เถ้าเคล้าเศษอัฐิ
เขาเขี่ยคัดเถ้าไปมาน่าสอบถาม
จัดเป็นรูปร่างคนจนสวยงาม
คือหมายความกลับชาติใหม่ใช้กรรมเวร

ปริศนาธรรมคนเก่าก่อนสอนให้คิด
แฝงนิมิตบอกความนัยให้คนเห็น
เป็นข้อคิดก่อเกิดธรรมความจำเป็น
และฝากเน้นถึงกรรมดีที่พึงทำ.....




หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 26 กรกฎาคม 2006 : 22:17:42

"อเนกสหัสสา"หมายความว่า
วิปัสนามีประโยชน์เกินโจษขาน
อานิสงส์หลายร้อยพันเกินประมาณ
ยากนับขานเป็นจำนวนให้ถ้วนพอ
ปฏิบัติธรรมนำพ้นรู้ตนเอง
ไม่กลัวเกรงอ่านตัวออกบอกตัวหนอ
ไร้โมหะมีมานะละทิฏฐิที่เพียงพอ
รู้ชลอโลภะกระทำดี
รู้หนักแน่นสุขุมไม่รุ่มร้อน
รู้บทตอนกตัญญูรู้วิถี
ให้ฉลาดรู้รูปนามตามกรรมดี
รู้ศักดิ์ศรีไม่ประมาทพลั้งพลาดไป
มีปัญญาดับทุกข์มีสุขสรร
และบันดาลนิพพานผลบันดลให้
อีกบูชาองค์สัมมาฯโดยตรงไป
บุญที่ได้มหากุศลคนมีธรรม..ฯลฯ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: Phraernumkang ที่ 26 กรกฎาคม 2006 : 23:30:17
 พุทธธรรมคำสอนครั้งก่อนเก่า

ช่วยกล่อมเกลาอบรมบ่มนิสัย

ทั้งสรรค์สร้างศีลธรรมน้อมนำใจ

ฝึกเด็กไทยให้รู้ตัวแยกชั่วดี


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 28 กรกฎาคม 2006 : 16:53:10
พุทธธรรมคำสอนครั้งก่อนเก่า

ช่วยกล่อมเกลาอบรมบ่มนิสัย

ทั้งสรรค์สร้างศีลธรรมน้อมนำใจ

ฝึกเด็กไทยให้รู้ตัวแยกชั่วดี
กรรมลิขิตขีดเส้นไม่เว้นว่าง  ���
กรรมแตกต่างดีชั่วอยู่ตัวท่าน
เจตนาโดยตั้งใจได้ทำการ  ������������
เจตนานั้นคือกรรมตามทำนอง
เพียงใจคิดกายกระทำใช้คำพูด  ���������
ข้อพิสูจน์ว่าดีชั่วมัวสนอง
ทำความดีย่อมได้ดีมีครรลอง ������������
กรรมสนองเมื่อทำชั่วคนมัวเมา  ���������
ทำความดีใจก็ดีมีความสุข  ���������
มีความทุกข์ใจก็กลุ้มสุมรุมเร้า
รู้ว่ากรรมควรหลีกหนีดีกว่าเรา  ������������
อย่าโง่เขลาทำความชั่วเมามัวตน
ทำดีแล้วอย่านั่งนึกหรือเพิกเฉย  ���������
อย่าละเลยจงขยันไม่ขัดสน
หากทำดีแล้วรอผลตอบแทนตน  ������������
ไม่ดิ้นรนคงจนแน่พ่ายแพ้กัน
ทำดีแล้วขอเพียงได้ใจเป็นสุข  ���������
จะเป็นทุกข์เพราะทำผิดนอนคิดฝัน
ทำชั่วแล้วกลัวเขาโกรธลงโทษทัณฑ์  ���������
ใจมันนั้นไม่เป็นสุขกลัวทุกข์ภัย
อยู่ชาตินี้สร้างศึลทานเป็นฐานหนุน  ���������
ไว้เป็นทุนในชาติหน้าวันฟ้าใหม่
เพื่อเกื้อกูลเป็นต้นทุนหนุนกันไป  ������������
เกิดชาติไหนจะได้ไม่ชดใช้กรรม.....


กลอนบทนี้ผมได้ลงในกระทู้ของวัดนาคปรกด้วยครับชื่อ"กรรมลิขิต
ขอบคุณคุณพิณลดาที่แวะมาเยี่ยมครับ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 28 กรกฎาคม 2006 : 22:36:50
ขันธ์ห้าคืออะไร
[size=4.5]
ขันธห้าคือตัวตน...............ก็คือคนเราทั้งหลาย
ไม่ใช่สิ่งอื่นไกล................แยกกันไว้เป็นสัณฐาน
"รูป"กาย"เวทนา"..............อีก"สัญญา"ทั้ง"สังขาร"
สุดท้ายคือ"วิญญาน"..........มารวมกันเป็นตัวเรา
"รูป"อยู่ในร่างกาย..............พิจารณ์ไว้มีหนักเบา
เหงื่อไคลในตัวเรา.............หัวหูเหาปฏิกูล
กายนั้นมันเน่าเฟะ..............มันแหลกเละชีพไม่สูญ
ขี้มูกน้ำลายมูล..................ล้วนปฏิกูลในกายตน
ดินน้ำและลมไฟ................รวมกันได้ร่างกายคน
ธรรมธาตุไม่แปรปน.............ในกายตนมีธาตุธรรม
"เวทนา"คือความสุข...........และความทุกข์ที่กลืนกล้ำ
หิวโหยเจ็บป่วยช้ำ..............เย็นร้อนซ้ำล้วนทุกข์ตรม
อุเบกขาเวทนา..................ยากหาให้ไว้สะสม
ตั้งมั่นจิตไร้ปม..................สมาธิจมจิตรวมกลาง
ดวงจิตหากส่งส่าย..............เรื่องทั้งหลายยากรวมรั้ง
สมาธิไม่ตรงตั้ง..................อุเบกขายังไม่พบพา
สุขทุกข์อย่าไหลหลง...........หากพะวงเวทนา
มุ่งกลางอย่าชักช้า..............มัชฌิมาคือหนทาง
"สัญญา"คือสิ่งสาร.............สารพันยากสะสาง
เรื่องราววัตถุทาง................ไม่ปล่อยวางจำใส่ใจ
เก็บเติมเพิ่มสะสม...............เรื่องหมักหมมมีมากมาย
รักษาจนเติบใหญ่...............เก็บเอาไว้จนงอกงาม
"สังขาร"คือปรุงแต่ง............เรื่องร้อนแรงสารพัดความ
สร้างเรื่องและติดตาม...........แทบทุกยามทั้งวันคืน
"วิญญาน"มีสองอย่าง...........เป็นสองทางไม่ห่างเหิน
อย่างแรกไม่ขาดเกิน............แรกเกิดขึ้นเป็นตัวคน
ตอนต้นคนเกิดมา...............มีวิญญาฯมาปฏิสนธิ์
ก่อนจะรู้ตัวตน...................เราเรียกดล"ปฏิสนธิวิญญาน"
วิญญานในขันธ์ห้า..............คือผัสสะอันตรธาน
สิ่งนี้คือวิญญาน.................ก่อนสังขารและสํญญา
สัมผัสโดยการเห็น..............มองรูปเป็นด้วยดวงตา
ห้าอย่างรวมกันมา...............เรียกขันธ์ห้าคือตัวเรา........
[/size]


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 30 กรกฎาคม 2006 : 08:07:22
การสั่งสมบุญ

การสั่งสมบุญคือทุนรอนตอนชาติหน้า
ตระการตาเรืองอำไพไปเกื้อหนุน
เพียงใจคิดแม้จนยากยังมากบุญ
ไปเกื้อกูลในชาติใหม่หากไร้กรรม
แม้นชาตินี้เพียงทำดีก็มีปลื้ม
ยิ่งด่ำดื่มบุญกุศลมากล้นหลาม
จงทำดีถือศีลห้าพยายาม
โลกทั้งสามยิ้มน้อมรับประทับใจ......สาธุฯ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 30 กรกฎาคม 2006 : 08:14:12

มีสติทุกขณะ เหมือนมีพระมาคุ้มครอง

[size=4.5]
มีสติระลึกรู้
ยังต้องสู้ประคองไว้
กำหนดจดในใจ
สำคัญไว้อย่าปล่อยวาง
สติคือดวงตา
เป็นปํญญาช่วยถากถาง
ความดีอย่าทิ้งห่าง
อย่าละร้างคอยเตือนตน
ระลึกและรับรู้
สติอยู่ไม่สับสน
เหมือนพระคุ้มครองตน
ไม่วกวนหนทางตัน....
[/size]


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 04 สิงหาคม 2006 : 13:24:30
ปริศนาธรรม ที่ว่า"สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป"มีความหมายโดยประมาณดังนี้ :-[size=4.5]
      "สี่คนหาม"คนโบราณไขขานว่า
คือชีวามนุษย์นี้ไม่มีขาด
เป็นรูปร่างตัวตนคนพิลาส
รวมสี่ธาตุมารวมกันแบ่งสรรเป็น
      ธาตุที่หนึ่งคือ"ธาตุดิน"ใช่สินทรัพย์
ผมดำขลับเนื้อหนังยังมองเห็น
กระดูก เล็บ สุดเจ็บเล็บก็เป็น
ทุกสิ่งเช่นเป็นธาตุดินชีวินเรา
      ธาตุที่สองคือ"ธาตุน้ำ"ช้ำเลือดหนอง
ไม่หมายปองคือน้ำลายคายออกเข้า
อีกน้ำมันในข้อต่อพอบรรเทา
เว้นน้ำเหล้าไม่เกี่ยวข้องเพียงลองใจ
      ธาตุที่สามคือ"ธาตุลม"ไม่ตรมจิต
ขาดเพียงนิดชีวิตสิ้นดิ้นไฉน
ลมที่ว่าแสนสุขสมลมหายใจ
หากขาดไปชีวิตสิ้นดิ้นแดยัน
     ธาตุที่สี่คือ"ธาตุไฟ"อยู่ในร่าง
ไม่เหินห่างแสนใกล้ชิดติดตัวท่าน
คอยบอกร้อนบอกเย็นเป็นชีวัน
ร้อนนอกนั้นไม่ข้องเกี่ยวแท้เทียวจริง
    สี่ธาตุนี้จึงเปรียบมี"สี่คนหาม"
เป็นรูปธรรมตามแน่ที่แท้ยิ่ง
จะอ้วนผอมสูงใหญ่ในความจริง
สี่ธาตุสิ่งรวมกันพลันเป็นคน
[/size][size=4.5]      "สามคนแห่"ความหมายแท้แก้ให้รู้
เปรียบคนอยู่ในไตรลักษณ์ภักดีผล
ธรรมชาติสรรพสิ่งไปในสกล
ล้วนดิ้นรนในสามสิ่งอย่างจริงจัง
      หนึ่ง"อนิจจัง"นั้นไม่เที่ยงเลี่ยงไม่ได้
ชีวิตไหนก็ไม่แน่แปรหน้าหลัง
จากเด็กเล็กโตเป็นหนุ่มรุ่มพลัง
แต่ภายหลังกลายเป็นแก่เปลี่ยนแปรไป
คนเคยรวยกลับมาจนยลให้เห็น
จนกลายเป็นกลับรวยถูกหวยได้
ความแน่นอนไม่เที่ยงแท้เปลี่ยนแปรไป
ไม่ว่าใครต้องผูกติด"อนิจจัง"
     สอง"ทุกขัง"แปรตรงตัวมัวเมาทุกข์
จะกี่ยุคกี่ชาติเกิดประเสริฐสังค์ (สังค์=การยึดเหนี่ยว)
จะเกิดแก่เจ็บตายไข้ประดัง
ย่อมทุกข์ทั้งสิ้นหมดรันทดใจ
      สาม"อนัตตา"ชีวิตตนที่ทนอยู่
ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปรแน่นอนได้
เหมือนกับคนที่แดดิ้นสิ้นหายใจ
ยังถูกไฟผลาญเผาเป็นเถ้าธุลี
      ชีวิตตนใช่ตัวตนคนแน่แท้
ย่อมเปลี่ยนแปรไม่แน่นอนตอนสุขศรี
ดังอดึตคนกำเนิดเกิดร้อยปี
แต่บัดนี้กลับไร้ตนเป็นคนไป
      "อนิจจังทุกขังอนัตตา"
ทั้งสามมาเป็นสัจจธรรม"สามคนแห่"
ชีวิตเราย่อมเปลี่ยนไปไม่แน่แท้
ทุกข์เหตุแห่แปรไปไร้ตัวตน
[/size][size=4.5]      "หนึ่งคนนั่งแคร่"นั้นที่แท้แปรความหมาย
ดั่งจิตใจจิตวิญญานประมาณผล
เมื่อคนเกิดวิญญานเข้าสถิตย์ชีวิตคน
เป็นจิตตนจิตวิญญานชีวันเรา
จิตใจนั้นคอยบงการบันดาลชีวิต
สิงสถิตย์ในร่างกายใจคอยเฝ้า
โบราณท่านจึงเปรียบไว้จิตใจเรา
เทียบไว้เอา"คนนั่งแคร่"แค่ใจคน
[/size][size=4.5]      "สองคนพาไป"มีความหมายเปรียบไว้ว่า
เราเกิดมามีบาปบุญหนุนกุศล
หากทำบาปย่อมลำบากยากทุกข์ทน
หากบุญล้นย่อมเกิดดีศรีสุขกัน
ชีวิตที่คงอยู่สู่ชาตินี้
กับชีวิตที่เกิดมาชาติหน้านั้น
เกิดมาแล้วจะทุกข์หรือสุขสันต์
บาปบุญนั้นจะกำหนดตามกฏกรรม
เพราะบาปบุญหนุนนำทำทุกข์สุข
จึงต้องถูกนำมาเทียบและเปรียบย้ำ
"สองคนพาไป"คือบาปบุญที่หนุนนำ
สู่ภพกรรมที่กระทำตามชั่วดี
[/size]      ปริศนาธรรมทั้งสี่ตามที่กล่าว
แปลเรื่องราวโบราณความตามวิถี
เป็นคำสอนให้คนเราเฝ้าทำดี
เพื่อได้มีบุญเป็นทุนหนุนตนเอง.......


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 24 ตุลาคม 2006 : 16:41:53

 ละเว้นจากสุรายาเสพติด   
 เป็นข้อคิดในศีลห้าสัมมาฯสอน
 พุทธองค์ทรงสอนไว้ให้อาทร         
 ยากไถ่ถอนหากเสพติดคิดให้ดี
 ทุกๆวันร่ำสุราเรียกหาเหล้า         
 ยามมัวเมามักลืมตนหม่นหมองศรี
 ขาดสติไร้ความคิดผิดชั่วดี            
 รู้อีกทีตัวก็แย่แก้ไม่ทัน
 ยาเสพติดอันตรายอย่าได้หา      
 เสพติดมายากเลิกละจะกระสัน
 กระทำได้ทุกวิธีถ้ามีมัน            
 ความชั่วนั้นไม่สนใจขอได้เงิน
 ทั้งจี้ปล้นชิงทรัพย์นับไม่ถ้วน      
 ทุกสิ่งล้วนกระทำได้ไม่ขัดเขิน
 ยามอยากยาขอให้ได้มีเงิน            
 ควรห่างเหินจะมีสุขไร้ทุกข์ภัย
 ศีลข้อนี้ใครทำได้ให้สุขศรี         
 ครอบครัวดีมีความสุขลูกเมียให้
 เหมือนสวรรค์อยุ่ในอกไม่รกใจ         
 สุขสดใสใครทำได้ให้จำเริญ....

(ละเว้นจากสุรายาเสพติดโดยเด็ดขาด ชีวิตจะสุขได้แน่นอน..)


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 09 ธันวาคม 2006 : 15:25:53

การสั่งสมบุญคือทุนรอนตอนชาติหน้า        
ตระการตาเรืองอำไพไปเกื้อหนุน
เพียงใจคิดแม้จนยากยังมากบุญ           
ได้เจือจุนในชาติใหม่หากไร้กรรม
แม้นชาตินี้เพียงทำดีก็มีปลื้ม           
ยิ่งด่ำดื่มบุญกุศลมากล้นหลาม
จงทำดีถือศีลห้าพยายาม              
โลกทั้งสามยิ้มน้อมรับประทับใจ....


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 06 มิถุนายน 2007 : 22:11:13

ยินเสียงแตรแห่มาที่หน้าโบสถ์ ������ ���
ให้ลิงโลดยินดีปิติแสน
ได้เห็นบุตรสุดสวาทพิลาสแทน  ��������� ���
เข้าสู่แดนพุทธองค์ผู้ทรงธรรม
พ่อและแม่เฝ้าถนอมอดออมเจ้า  ������ ���
ตั้งแต่เยาว์เฝ้าเจือจุนคุณล้นหลาม            
มาบัดนี้ได้เห็นบุตรสุดแสนงาม  ������������
สู่แดนธรรมครองผ้าเหลืองประเทืองใจ  ���
ชีวิตนี้หวังได้ไว้แค่นี้  ��������� ���
ลูกคนดีครองผ้าหน้าสดใส                      
อยู่เคียงข้างไม่ห่างร้างผ้าไตร ��������� ���
ปิติใจลูกใฝ่ดีสุขีเอยฯ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 11 ตุลาคม 2007 : 19:55:35
(ไม่หยุดไม่ถึงพระ   ไม่ละไม่ถึงธรรม)


อันคนเราเกิดมากายาเนื้อ������
พร้อมสิ่งเกื้อนาๆมหาศาล
เช่นทรัพย์สินทุกสิ่งศฤงคาร������
พัสถานที่ก่อการบันดาลมี
    ตอนเกิดมานั้นมาแท้แต่ตัวเปล่า���
    มิได้เอาสิ่งใดๆมาได้นี่
    ต้องทำงานก่อการบันดาลมี���������
    ทุกวันนี้จึงมีสุขไม่ทุกข์ตรม
ครั้นถึงคราต้องตายมลายสิ้น
แม้กายินยังเอาไปไม่ได้สม
ต้องนอนมองดูทรัพย์สินจนสิ้นลม���������
ทนทุกข์ตรมไม่ได้สุขต้องทุกข์ใจ
    เมื่อใจคิดนิมิตถึงซึ่งทรัพย์สิน������
    อีกกายินเจ็บป่วยช่วยไม่ได้
    เป็นสาเหตุให้มนุษย์สุดทุกข์ใจ���������
    หยุดคิดได้แต่เมื่อใดใจยินดี
เพราะสุขใดไหนจะเทียบเปรียบสุขฌาน
สุขบันดาลใจสงบพบสุขี
หากโลภหวังได้ทรัพย์สินแม้นยินดี���������
แต่ชีวีพอตายจากยากเอาไป
    หักความคิดหยุดได้ไปไหว้พระ������
    หากยอมละย่อมสงบพบสุขใส
    ตายไปแล้วเหลือกายทิพย์พราวพริบพราย���
    แม้ร่างกายยังต้องทิ้งทุกสิ่งอัน
อนิจจังสุขขังยังไม่เที่ยง���������
หากอยากเลี่ยงควรถอยห่างทรัพย์สิ่งสรรพ์
ควรเข้าพึ่งพระรัตนตรัยในชีวัน���������
ความสุขนั้นอยู่ในศีลให้ยินดี
    ปฏิบัติธรรมแล้วย่อมพบสงบสุข������
    อันความทุกข์ก็ห่างหายมลายหนี
    อยู่ในศีลอยู่ในธรรมกระทำดี������
    ความสุขีย่อมมีมาหาตนเอง
���������


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 15 ตุลาคม 2007 : 12:23:54
(ละเว้นจากสุรายาเสพติดโดยเด็ดขาด ชีวิตจะสุขได้แน่นอน..)


ละเว้นจากสุรายาเสพติด         
เป็นข้อคิดในศีลห้าสัมมาฯสอน
พุทธองค์ทรงสอนไว้ให้อาทร         
ยากไถ่ถอนหากเสพติดคิดให้ดี

ทุกๆวันร่ำสุราเรียกหาเหล้า      
ยามมัวเมามักลืมตนหม่นหมองศรี
ขาดสติไร้ความคิดผิดชั่วดี         
รู้อีกทีตัวก็แย่แก้ไม่ทัน

ยาเสพติดอันตรายอย่าได้หา
เสพติดมายากเลิกละจะกระสัน
กระทำได้ทุกวิธีถ้ามีมัน            
ความชั่วนั้นไม่สนใจขอได้เงิน
   
ทั้งจี้ปล้นชิงทรัพย์นับไม่ถ้วน   
ทุกสิ่งล้วนกระทำได้ไม่ขัดเขิน
ยามอยากยาขอให้ได้มีเงิน         
ควรห่างเหินจะมีสุขไร้ทุกข์ภัย
   
ศีลข้อนี้ใครทำได้ให้สุขศรี      
ครอบครัวดีมีความสุขลูกเมียให้
เหมือนสวรรค์อยุ่ในอกไม่รกใจ         
สุขสดใสใครทำได้ให้จำเริญ....
       


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 03 ธันวาคม 2007 : 13:40:47
ดาวจระเข้

กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาคราพุทธกาล
มีตำนานเล่าบอกออกพรรษา
เมื่อก่อนนั้นครั้งแต่ก่อนตอนสัมมาฯ
ออกเทศนาโปรดชาวบ้านย่านฝั่งคลอง
มีจระเข้ตัวหนึ่งซึ่งอาศัย
อยู่ภายใต้คลองแห่งนี้ที่ขึ้นล่อง
กินสัตว์น้ำกินมนุษย์สุดลำพอง
สมใจปองสมอุราเป็นอาจินต์
ครั้นต่อมาพระพุทธองค์ทรงโปรดสัตว์
ได้ทรงตรัสแสดงธรรมงามสุขสิน
เสด็จมา ณ แห่งหนบนแผ่นดิน
ตรงธรนินท์บนชายฝั่งนั่งเทศนา
ณ ที่นั้นมีประชามาฟังธรรม
มารับคำสอนสั่งฟังศึกษา
จนหนาแน่นทั่วฝั่งเนรัญชลา
ฝูงปูปลาก็ได้ฟังยังซึ้งใจ
จระเข้วายร้ายแหวกว่ายมา
เห็นฝูงปลาไม่เกรงกริ่งนิ่งเฉยได้
ก็ฉงนสนเท่ห์เล่ห์อะไร
วันนี้ใยไม่ตื่นแตกแปลกสิ้นดี
จึงโผล่หัวขึ้นมาดูอยู่ผิวน้ำ
เห็นคลาคล่ำด้วยผู้คนฉงนศรี
มีเหตุใดคนมากมายหลายสิ้นดี
ไม่รอรีว่ายเข้าฝั่งหวังแอบดู
ก็ได้ยินเสียงดำรัสตรัสแว่วหวาน
เสียงกังวานไพเราะสนาะหู
จระเข้ให้สนเท่ห์เร่ฟังดู
ได้ฟังอยู่ก็ซาบซึ้งตะลึงงัน
เป็นเสียงองค์พระสัมมาเทศนาธรรม
เล่าเรื่องกรรมเวียนว่ายเปลี่ยนกลายผัน
การเกิดแก่เจ็บตายเวียนว่ายกัน
กฏเกณฑ์นั้นไม่เปรอย่างแท้จริง
จระเข้ได้ฟังธรรมในยามนั้น
สำเร็จพลันบรรลุซึ้งซึ่งทุกสิ่ง
ขอฝากกายเข้าศาสนาหาพักพิง
ยอมละทิ้งการกินสัตว์ในบัดดล
แต่ทว่าในศาสนามาบัญญัติ
ข้อข้องขัดห้ามไว้ให้เหตุผล
เดรัจฉานทั้งหลายว่ายเวียนวน
ไม่ใช่คนนั้นห้ามบวชผนวชกัน
จระเข้ให้ผิดหวังประดังเศร้า
หวังร่มเงาพระพุทธามาแปรผัน
เพราะศาสนามีบัญญัติข้อขัดกัน  
เลยจาบัลย์กลั้นใจตายวายขีวา
จระเข้เมื่อตายลงปลงชีวาตม์
ด้วยอำนาจบุญญาพาสุขศรี
จากเหตุที่ฟังธรรมได้กรรมดี
ผลบุญนี้จึงกำเนิดเกิดเป็นดาว
เป็นดาวแล้วยังมีจิตคิดกุศล
ให้ผู้คนสังเกตุดูอยู่กลางหาว
จะเดินทางไปหนไหนทางไกลยาว
สังเกตุดาวก็รู้ทิศที่คิดไป..........


หมายเหตุ :-  เนื้อเรื่องนี้ผมคิดขึ้นเองครับไม่ได้จากตำนานใดๆทั้งสิ้นครับ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: bodin_1969_nak ที่ 25 ธันวาคม 2007 : 16:41:20
 :D :D :D


            "สักวาคราประสบพระศาสนา
              ด้วยศรัทธาเพริศแพร้วทั้งแก้วสาม
              หากมีบุญหนุนหลังมาคั่งคาม
              พยายามกอบกู้ให้อยู่ยง

อันทรัพย์สินเงินทองของหวงนี้
ถึงตระหนี่เก็บไว้ดั่งไหลหลง
ล้วนเป็นของเขาอื่นไม่ยืนยง
ยามปลดปลงก็มิได้เอาไปเอย."


 :D :D :D                     ................

                                             ดินหม้อ



หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2008 : 11:24:32
โมฆะบุรุษ

พระพุทธองค์ทรงดำรัสตรัสไว้ว่า���������
ผู้ใดหนามีปัญญาพิจารณาจิต
เห็นความจริงว่าร่างกายไม่คลายคิด������������
เป็นอนิจ ทุกขัง อนัตตา
ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนทั้งคนสัตว์������
เพียงชั่วลัดช้างยกหูครู่เดียวหนา
แค่กระดิกหูนิดเดียวเสี้ยวเวลา������������
ยังดีกว่าผู้ยืนยาวราวร้อยปี
อายุยืนแต่ไร้ซึ้งถึงปัญญา���������
พิจารณาเรื่องดังกล่าวครั้งคราวนี้
ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปในชีวี���������
ชาติหนึ่งมีเกิดเสียเปล่าน่าเขลาจัง
จัดว่าเป็นบุรุษบุญที่สูญเปล่า���
หรือเรียกเอา"โมฆะบุรุษ"สุดหยุดยั้ง
เกิดมาแล้วควรตั้งใจฝักใฝ่ธรรม������������
ศึกษากรรมตัดนิวรณ์สอนตนเอง....
 ���������………………………………………………………………………..


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 14 เมษายน 2008 : 22:12:28
   การตักบาตร (ตอนที่ 1)
การตักบาตรคือการทำบุญหนุนกุศล      
ที่ทุกคนชาวพุทธพิสุทธิ์ศรี
ต่างประพฤติต่างกระทำจำชีวี         
ทำมากมีกว่าบุญอื่นดาษดื่นไป
ทุกๆวันขยันหมั่นตักบาตร      
เพราะบุญอาจหนุนญาติตนพ้นพิสัย
ตั้งใจทำอุทิศตั้งจิตใจ            
 แผ่บุญไปให้ญาติมิตรด้วยจิตดี
ชาวพุทธไทยเชื่อกันว่าถ้าใส่บาตร      
บุญนั้นอาจช่วยผู้ตายเวียนว่ายหนี
หลุดพ้นกรรมขึ้นสวรรค์ผ่านอเวจี         
สู่ภพดีเพราะผลบุญช่วยหนุนนำ
การบิณฑบาตของพระสงฆ์ธุดงค์โปรดสัตว์    
ที่กรรมซัดตกอบายภูมิหลุมลึกล้ำ
แม้นเป็นเปรตในวิสัยได้กระทำ         
บุญจะนำให้บรรเทาบางเบาลง
ตามเหตุผลความเชื่อถือลือมาก่อน      
ช่วยผันผ่อนให้จิตดีไม่มีหลง
สรุปได้การใส่บาตรให้ญาติวงศ์         
ช่วยธำรงศาสนามาช้านาน
ในทางพุทธให้เหตุผลดลดังนี้      
ถึงความดีของผลบุญสุนทรศานต์
การตักบาตรของไทยนั้นมีมานาน         
แต่โบราณสรุปไว้ให้อธิบาย
หนึ่ง..ได้สั่งสมบุญแต่ละวันมั่นดวงจิต      
ทำเป็นนิจย่อมนำสุขทุกข์ห่างหาย
การใส่บาตรนั้นช่วยเกื้อเอื้อจิตใจ         
ให้สดใสที่ได้ทำน้อมนำมา
สอง.. เริ่มวันใหม่ด้วยหัวใจให้เอิบอิ่ม      
หน้าแย้มยิ้มใจเข้มแข็งมีแรงหา
ได้ทำบุญย่อมหนุนใจได้วังชา         
กำลังมาเพิ่มพลาไปหากิน
สาม..ได้เกื้อหนุนเป็นทุนรอนอนาคต      
ไปตามกฏของกรรมบุญหนุนสุขศีล
เมื่อทำดีย่อมได้ดีมีอาจินต์         
ทำบุญบิณฑ์ย่อมรับผลกุศลดี
สี่.. ช่วยรักษาศาสนาองค์พระพุทธ      
ไม่สิ้นสุดเจริญไปไม่สุดที่
แต่อดีตองค์สัมมาฯบรรดามี         
ยังชีวีด้วยอาหารที่ท่านบิณฑ์
ห้า.. สืบทอดศาสนาพาเรืองรุ่ง      
เพราะสงฆ์มุ่งศึกษารักษาศีล
ใส่บาตรแล้วภิกษุสงฆ์ธุดงค์กิน         
ให้กายินความหิวหายไร้เวทนา
เพื่อมีแรงเรียนวินัยไปปฏิบัติ      
มาโปรดสัตว์มาสอนคนพ้นตัณหา
สอนพระธรรมให้มวลชนพ้นเวทนา         
ให้ประชาประพฤติดีศรีสังคม
เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายควรใส่บาตร   
หนุนพุทธศาสน์และเป็นบุญทุนสะสม
เป็นเสบียงเก็บเกี่ยวไว้ให้ชื่นชม         
ยามหมดลมสู่ภพใหม่ได้ใช้บุญ
อนึ่งนั้นส่วนรวมได้ให้ผลเกิด      
ความประเสริฐพุทธศาสนามาได้หนุน
สืบศาสนาไม่สุดสิ้นดังจินต์จุน         
ช่วยเกื้อหนุนภิกษุสงฆ์คงชีวี
เพราะพระสงฆ์เป็นกำลังสร้างธัมมะ      
เสียสละเพื่อสืบศานต์ประสานศรี
ท่านอยู่ได้ด้วยปัจจัยที่ได้มี         
ประชาชีมาถวายให้ธรรมทาน
เหล่าชาวพุทธควรทำบุญเกื้อหนุนท่าน      
กุศลทานเพื่อพระสงฆ์ดำรงฐาน
แม้ยากจนข้าวเพียงนิดจิตธรรมทาน         
ข้าวที่ท่านใส่บาตรสงฆ์คงชีพมี
มีกำลังไปศึกษาพระวินัยได้ปฏิบัติ      
ได้เคร่งครัดคำสัมมาฯพุทธาสอน
ได้ศึกษาพุทธพจน์กฏกำจร         
ได้เรียนสอนพระไตรปิฏกยกเอามา
แล้วนำมากล่าวสอนสั่งยังมนุษย์      
ให้พิสุทธิ์รู้พระธรรมคำศึกษา
มวลมนุษย์จะได้เรียนเพียรพิจารณา         
รู้ธรรมาประพฤติดีมีศีลธรรม......




หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 15 เมษายน 2008 : 22:13:57
การตักบาตร (ตอนที่ 2 วิธีตักบาตร)
การทำบุญตักบาตรพุทธศาสน์นั้น         
กระทำกันจะสมบูรณ์เป็นทุนฐาน
จะเพรียบพร้อมเปี่ยมล้นบุญคุณการ         
ทำบุญทานควรกระทำจำให้ดี
หนึ่ง...ต้องเตรียมใจให้พร้อมน้อมถวาย   
รักษาใจเจตนาหาวิถี
จะทำบุญต้องมีใจใฝ่ความดี         
สามวิธีมีดังนี้ขอชี้แจง
ก..ก่อนถวายต้องตั้งใจได้เสียสละ      
ถวายพระตั้งใจให้ไม่หน่ายแหนง
ข..ขณะถวายควรมีใจเลื่อมใสแสดง         
ค..ไม่คลายแคลงหลังถวายให้ยินดี
การทำใจสามขั้นตอนที่สอนกล่าว      
มนุษย์เรานั้นทำยากลำบากที่
เหตุปัจจัยนั้นมากมายหลายอย่างมี         
ให้หมองศรีได้ทุกขณะระยะเวลา
จะทำบุญเรื่องสติมิละทิ้ง            
ตั้งใจจริงรู้กระทำจำไว้หนา
เมื่อถวายต้องเต็มใจได้บุญญา            
ปิติมาเมื่อทำบุญสร้างสุนทาน
จะร่ำรวยหรือยากจนคนถวาย         
ประพฤติได้บุญมากมีเป็นศรีศานต์
ตั้งใจดีกระทำตามสามประการ            
แดนสวรรค์นั้นอยู่ใกล้เพราะใจจริง
สอง...ถวายพระผู้รับบาตรประสาทสิทธิ์   
ผู้ทรงสิทธิ์ประพฤติธรรมดูงามยิ่ง
รักวินัยเรียนพุทธพจน์กฏความจริง         
ละทุกสิ่งบรรเทาตัณหาไร้ราคี
คือพระดีเณรดีมีศีลสัตย์            
ผู้เคร่งครัดในวินัยใจสดศรี
รับปัจจัยคนถวายย่อมได้ดี         
เพราะบารมีพระผู้รับนับเป็นบุญ
สาม...สิ่งของที่จัดถวายให้พระสงฆ์      
เจตจำนงค์หามาได้ไว้เกื้อหนุน
ต้องซื่อสัตย์สุจริตไม่ผิดคุณ         
ไม่เบียดบุญผู้อื่นมาน่าละอาย
ไม่ให้ใครเดือดร้อนรานรอนจิต         
ของที่ผิดกฏกรรมห้ามถวาย
ต้องเหมาะสมแก่เณรสงฆ์ตรงตามกาย         
จึงถวายได้บุญญามหาคุณ
องค์ประกอบทั้งสามทำได้สิ้น         
สมดังจินต์ที่ตั้งจิตคิดเกื้อหนุน
ควรทำการอธิษฐานก่อนงานบุญ            
จะเจือจุนสร้างจิตใจให้ยินดี
อธิษฐานจะก่อเกิดบรรเจิดจิต      
เป้าหมายคิดได้กระทำน้ำสุขศรี
บุญที่ทำจะแน่นหนักประจักษ์มี            
ผลบุญดีย่อมหนุนส่งตรงตามใจ
ฉะนั้นก่อนตักบาตรไม่อาจละ      
ควรที่จะอธิษฐานโดยขานไข
จะนั่งยืนก็ไม่ห้ามตามแต่ใจ         
ภาษาไดก็กล่าวได้ตามใจเรา
จะกล่าวเบาหรือในใจก็ไม่ว่า      
แล้วแต่ว่าที่อำนวยด้วยหรือเปล่า
ของถวายยกเสมอหน้าผากเรา            
แล้วจบเอาอธิษฐานทำทานบุญ
ข้าวอาหารจัดถวายใส่บาตรก่อน         
อย่ารีบร้อนควรตั้งใจได้เกื้อหนุน
กิริยาควรนอบน้อมพร้อมทำบุญ            
เคารพคุณภิกษุสงฆ์ผู้ทรงธรรม
จบวิธีการตักบาตรพุทธศาสน์สอน      
ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวและเล่าถาม
หากทำการตามนี้จะดีงาม         
บุญย่อมตามเติมแต่งทุกแห่งไป
สาธุชนทั้งหญิงชายจำให้หมั่น         
ดีชั่วนั้นเป็นกงเกวียนหมุนเวียนได้
หมั่นทำบุญสร้างความดีมีเอาไว้            
เพื่อเกิดใหม่ในชาติหน้าชีวางาม...

   


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 22 พฤษภาคม 2008 : 22:56:18
ผลบุญของการทำบุญตักบาตร

���เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลนานอดีต������ ���
ธรรมลิขิตจารึกไว้ในคำสอน
มีเศรษฐีรวยสง่าฐานันดร������������ ���
เอื้ออาทรชอบทำบุญสุนทรทาน
ทุกๆเช้าเขาขยันหมั่นตักบาตร���������
ไม่ได้ขาดเรื่องทำบุญหนุนศาสน์สรรค์
ถวายอาหารอย่างดีมาห้าประการ������������
เป็นธรรมทานแด่พระสงฆ์ผู้ทรงคุณ
ครั้นต่อมากรรมบันดาลท่านเศรษฐี������    
 ฐานะมีอันหมดไปมลายสูญ
ต้องตกยากลำบากกายไร้สิ้นทุน������������
ความการุณยังเหลือไว้ให้ทำดี
มาวันหนึ่งองค์สัมมาฯพาสาวก���������
ฝ่าพงรกเดินทางผ่านบ้านเศรษฐี
เขาได้เห็นก็สุขใจให้เปรมปรีดิ์������������
ท่านเศรษฐีอยากทำบุญหนุนพระศาสดา
จึงนิมนต์พระสัมมาฯบรรดาศิษย์���������
ตั้งใจจิตคิดถวายขวนขวายหา
เพราะยากจนไม่มีกินดิ้นรนมา������������
จัดภัตตาฯตามหาได้ถวายทาน
ใช้เศษผักปลายข้าวเอามาหุง������                
แล้วจัดปรุงน้ำดองผักไปถวายท่าน
องค์สัมมาฯและสาวกยกธรรมทาน���������      
 ฉันอาหารท่านสิ้นเสร็จเสด็จไป
ท่านเศรษฐีได้ถามกล่าวพระพุทธเจ้าท่าน���                
เรื่องอาหารวันนี้ดีหรือไม่
อดีต-ปัจจุบันนี้ดีอย่างไร������������
โปรดขานไขให้ทราบขอกราบกราน
ในเนื้อความกล่าวถามกรรมลิขิต���������
ผลชีวิตผลบุญทุนประสาน
เมื่อก่อนนั้นเมื่อก่อนนี้มีบุญทาน������������
กุศลการจะกำเนิดเกิดอย่างไร
องค์สัมมาฯได้กล่าวขานนานเมื่อก่อน������      
ถึงเมื่อตอนเป็นเศรษฐีดีหรือไม่
ยามเศรษฐีทำบุญตรึกนึกอย่างไร������������
สุขหรือไม่ทุกข์หรือดีควรตริตรอง
เศรษฐีตอบกาลครั้งนั้นฉันมีสุข���������
ไม่ไร้ทุกข์สุขชื่นชมสมสนอง
ฉันตั้งใจทำบุญได้สมใจปอง���������                
สุขใจผองยามถวายได้ทำบุญ
แต่บัดนี้ฉันสิจนให้ทนทุกข์������                
ปลายข้าวคลุกน้ำผักดองสนองสุนทร์
จัดถวายองค์ศาสดาพึ่งพาบุญ������������
หวังเป็นทุนในภพหน้าคราต่อไป
องค์สัมมาฯตรัสถามมาว่าครั้งนี้���������
รู้สึกดีหรือมีทุกข์สุขไฉน
บุญครั้งนี้ใจพินิจคิดอย่างไร���������                
ให้ถามใจท่านเองดูจะรู้ดี
เศรษฐีตอบถึงยากจนยังปนสุข���������
ไม่ไร้ทุกข์สุขใจให้สุขี
บุญครั้งนั้นหรือครั้งนี้มีใจดี���������                
ล้วนสุขศรีปลื้มใจได้เช่นกัน
พระพุทธเจ้าจึงดำรัสตรัสให้ว่า���������
ที่ผ่านมาท่านอยู่ดีมีสุขสันต์
ยามทำบุญอาหารดีมีใจพลั
บุญบันดาลให้ใจสุขทุกข์ไม่มี
เมื่อถวายก็ตั้งใจให้แก่ท่าน���������
ใจสำราญแน่วแน่แท้สุขศรี
ทำบุญเสร็จท่านสุขใจได้ทำดี������������
ฤทัยมีปิติใจได้ทำบุญ
ครั้นบัดนี้ท่านซิจนทนทุกข์เข็ญ���������
มีใจเช่นหวังทำบุญสุนทรหนุน
ท่านตั้งใจเต็มใจย่อมได้บุญ������������
สุขเป็นทุนอย่างนี้ปิติธรรม
ไม่แตกต่างกันดอกขอบอกท่าน���������
เรื่องทำทานทำบุญทุนโลกสาม
จะดีจนหรืออย่างไรใจมีธรรม������������
เรื่องบุญกรรมเป็นกงเกวียนที่เวียนวน
อันภิกษุสงฆ์องค์เจ้าไม่เศร้าสุข���������
เรื่องความทุกข์ตัดได้ไม่สับสน
ฉันอาหารจะเลวดีมีเจือปน������������
ไม่ดิ้นรนเรื่องอร่อยปล่อยตามใจ
ไร้รูปรสกลิ่นเสียงสำเนียงสิ้น���������
ไม่รนดิ้นปล่อยจิตว่างสร้างบุญไว้
รสเวทนาคือที่มาปัญหาใจ������������
ปล่อยว่างไว้เพื่อทำใจไปนิพพานฯ....

(เนื้อเรื่องจาก”พระไตรปิฏก”)  ผู้แต่ง   นพกรณ์ กุลตวนิช


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 17 สิงหาคม 2008 : 11:51:19
ตัวเรารู้ว่าตัวอย่ามัวหลง
จิตยังคงตรงมั่นไม่หวั่นไหว
สติอยู่คู่ปัญญาพิจารณาไป        
เร่งแก้ไขหนทางห่างนิวรณ์
ยึดพระรัตนตรัยไว้เหนี่ยวเกี่ยวดวงจิต
เพ่งพินิจลมหายใจอย่าไถ่ถอน
อย่าหลงจิตมารยั่วมัวบั่นทอน          
ตัดนิวรณ์เมื่อถึงจุดหยุดมันลง
ยามจิตคิดก็พินิจพิศไปเรื่อย              
ไปเรื่อยเปื่อยรอเวลาอย่าสัยสง
มีโอกาสก็หักจิตปลิดพลันปลิดปลง                
ใจมั่นคงตัดกิเลสเหตุแห่งกรรม....


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: bodin_1969_nak ที่ 16 ตุลาคม 2008 : 11:26:06
 :D :D :D  นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ  ( พระนิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง"   :D :D :D

"อันตัวเราเฝ้าสงสัยในโวหาร
ด้วยนิพพานยังไม่หลุดสุดกังขา
แม้จะได้พระโปรดเทศนา
อุปมาเปรียบไว้ในคัมภีร์
          ก็ยังไม่กระจ่างสว่างชัด
          เกิดวิบัติมืดมนเป็นพ้นที่
          เพราะนิพพานแปลความตามบาลี
          ว่าดับหมดไม่มีสิ่งอันใด
แถมแนะให้เรียนรู้เฉพาะตน
ยิ่งมืดมนซ้ำเติมเพิ่มไปใหญ่
ในส่วนผลแนะนำเป็นคำนัย
ตามวิสัยสุโขมโหฬาร
          ไม่มีสุขอื่นใดจะยิ่งกว่า
          ก็ให้เกิดปัญหาพาฟุ้งซ่าน
          อันความดับเป็นชื่อของนิพพาน
          ไม่มีสารสิ่งใดในโลกา
คนหรือสัตว์ดินฟ้าและอากาศ
หมดทั่วโลกทุกแห่งในแหล่งหล้า
สูญทั้งดินสิ้นฟ้าสุริยา
แล้วจะว่าสุขประเสริฐเลิศอย่างไร"

                        ...........................

                                   ดินหม้อ

ไปอยู่งานสืบ ฯ เสียนานนึกว่าจะไม่ได้กล้บมาแล้วครับ  นพกรเพื่อนรักสบายดีหรือครับ

 :D :D :Dข้อความ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: bodin_1969_nak ที่ 16 ตุลาคม 2008 : 12:07:43
 :D :D :D


          "หากไม่มีตัวตนบุคคลเกิด
            จะประเสริฐเลิศสุขมาแต่ไหน
            เพราะความสุขเกิดขึ้นก็ที่ใจ
            เมื่อคนสัตว์หาไม่ใคร่ไม่มี

แล้วใครเล่าจะเป็นผู้รู้สนุก
เป็นพยานความสุขเกษมศรี
อันความสุขความทุกข์จะเกิดมี
ต้องเกิดที่คนสัตว์จัดว่าจริง"

                            ..................................

                                           ดินหม้อ

 :D :D :Dข้อความ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 22 ตุลาคม 2008 : 18:38:18
สวัสดีครับคุณบดินทร์ พอดีผมเองช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เข้ามาครับ ไปอยู่ต่างประเทศเสียหลายเดือน กลับมาเมื่อต้นเดือนกันยายน นี้เองครับ  กลับมามัวแต่เคลียร์งาน
และธุระ เพิ่งจะว่างบ้างก็แวะเข้ามาครับ  เพื่อนๆคงลืมกันหมดแล้วเสียมังครับ

 
เรื่องนิพพานนั้นอยู่ไกลเกินไขว่คว้า
เพราะบุญญาสะสมสร้างอย่างขยัน
ยังต้องทำหลายชาติหลายกัลปกัลป์
หลายชาติอันนับไม่สิ้นดินกลบกาย
ดูตัวอย่างพระอริยะพระคุณเจ้า
ยังต้องเฝ้าบำเพ็ญฌานนานเกินหน่าย
ต้องสะสมบุญญามามากมาย
จุดมุ่งหมายคือนิพพานยังนานนม
อันนิพพานคือไม่เกิดประเสริฐยิ่ง
เป็นความจริงที่ชาวพุทธพิสุทธิ์สม
จุดมุ่งหมายต่างตั้งใจใช้เป็นปม
เร่งสะสมสร้างบุญญาบารมี
หวังสักวันคงสำเร็จเสร็จสมผล
บุญบันดลไม่เวียนว่ายกลายสุขี
นิพพานนี้จึงประเสริฐเลิศกรณี
หนทางมีแต่ต้องสร้างอย่าร้างบุญ.......


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2009 : 16:38:18
(http://www.watkoh.com/data/ssn_phitee/makha.JPG)

มาฆปุรณมีบูชา                      
คำแปลว่าบูชาพระ ณ วันเพ็ญ
เป็นวันซึ่งอัศจรรย์บันดาลเห็น            
ในคืนเพ็ญเกิดจตุรงค์องค์ประชุม
อันดับแรกมีพระสงฆ์ตรงมาเฝ้า            
พระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันกันเป็นกลุ่ม
รวมหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูปมาชุมนุม      
มาประชุมที่มหาวิหารโอฬารใจ
อันดับสองพระสงฆ์องคเจ้า                
ที่มาเฝ้าทั้งหมดล้วนสดใส
องค์สัมมาฯทรงผนวชบวชให้ไป            
อยู่ภายใต้เอหิภิกขุสัมปทา
อันดับสามอันนี้สิน่าแปลก                
สงฆ์ต่างแยกกันโปรดสัตว์จัดสรรหา
คนละทิศคนละทางต่างล้วนมา            
เฝ้าสัมมาฯโดยมิได้นัดหมายกัน
อันดับสี่ตรงกันคืนวันเพ็ญ                
เมื่อเดือนเด่นเพ็ญเดือนสามตรงตามนั้น
องค์สัมมาแสดงธรรมอันสำคัญ            
เนื้อความนั้นเป็นหัวใจในธรรมา
คือโอวาทปาติโมกข์ประโยควิเศษ          
เป็นแห่งเหตุหัวใจในพุทธศาสนา
ข้อธรรมย่อย 3 ประการประทานมา          
ทรงเทศนาโปรดภิกษุบรรลุธรรม
ในสาระพระธรรมเทศนามาย่อได้            
คือต้องไม่ทำความชั่วมัวถลำ
ละเว้นชั่วด้วยกายใจหทัยกรรม            
จึงงามล้ำด้วยพระธรรมองค์สัมมา
สร้างความดีด้วยกายาวาจาใจ            
ทำใจให้บริสุทธิ์พิสุทธิ์หนา
สามสิ่งนี้คือหัวใจในธรรมา                
พุทธศาสนายึดเป็นหลักประจักษ์ใจ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: bodin_1969_nak ที่ 25 มิถุนายน 2009 : 14:04:58
 :D :D :D


            "สักวาเหนื่อยกายอวัยวะ
             ทำธุระกิจการงานทั้งหลาย
             จึงรู้สึกเหนื่อยยากอย่างมากมาย
             พอพักกายก็ทุเลาบรรเทาลง

แต่เหนื่อยใจกายในย่อมใหญ่หลวง
ใครจะล่วงรู้ได้ใจประสงค์
แม้นนอนพักผ่อนคลายในทางตรง
สงบองค์ขันติคงดีเอย"


                    .....................................

                           ดินหม้อ

   "นาน ๆ แวะมาเยี่ยมเยียน  นพกรเพื่อนรักสบายดีหรือครับ
 :D :D :D


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 30 สิงหาคม 2009 : 22:41:01
อันมนุษย์มีหลายหลากมากนิสัย
เรื่องจิตใจก็ชั่วดีไม่มีเหมือน
แต่เกิดมาอย่าเสียชาติพลั้งพลาดเลือน
จงคอยเตือนใจของตนให้สนใจ
เรื่องชั่วดีมีมารยาทอย่าพลาดผิด
ควรนึกคิดอยู่เสมออย่าเผลอไผล
อีกเมตตากรุณาอย่าร้างไกล
จำติดใจไว้เป็นนิจติดกายา
ไม่ดูหมิ่นหยามเหยียดเกลียดผู้อื่น
ใจจงตื่นชื่นจิตไม่ริษยา
รักษาศีลหมั่นสร้างบุญสุนทรา
อวิชชาย่อมไกลห่างร้างจากตน
อันคนเราเมื่อเกิดมาอย่าโง่เขลา
รู้เลือกเอาทำความดีมีศรีสนธิ์
เลือกทำดีไม่ทำชั่วมัวเมามน
เกิดเป็นคนรู้เลือกดีนี่สิ...."คน"...  
ข้อความ


หัวข้อ: Re:ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: bodin_1969_nak ที่ 10 พฤศจิกายน 2009 : 13:04:07
 :D :D :D


            "สักวากุศลมาเป็นผาสุก
             ล้วนสิ้นทุกข์โรคภัยใจหรรษา
             มีสมบัติพรั่งพร้อมทั้งเงินตรา
             จงลืมตาดูตนแต่หนเดิม

จะต่อเติมสถาพรอันยอดยิ่ง
จงอย่านิ่งเบาใจให้หักหาญ
หากกุศลไร้ผลมาทัดทาน
หมั่นทำทานต่อทุนเป็นบุญเอย"

                   ......................................

                             ดินหม้อ


ข้อความ :D :D :D


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 22 สิงหาคม 2010 : 12:31:20
แก้วสีแดงสีงามสดจรดขอบฟ้า
ส่องแสงมากระทบน้ำงามสดใส
ณ ขอบฟ้าจรดผืนน้ำงามวิไล
ลูกแก้วไฟส่องแสงเรืองเหลืองปนแดง
ดวงแก้วใหญ่ค่อยเลื่อนไหลลงในน้ำ
สุดดื่มด่ำความงามน้ำต้องแสง
เป็นสีทองแนวยาวสีพราวแพรง
แสงสีแดงเหลืองอร่ามในยามเย็น
ยิ่งมองดูยิ่งชื่นจิตให้คิดหวล
มาคิดครวญถึงความจริงสิ่งที่เห็น
ธรรมชาติกำหนดไว้ไม่เปลี่ยนเป็น
ทุกยามเย็นอาทิตย์ลับขับแสงทอง
เมื่อมีขึ้นก็มีตกลับโลกสิ้น
เมื่อมีดินก็มีฟ้ามาสนอง
เมื่อมีสุขก็มีทุกข์คลุกเคล้าครอง
มีมัวหมองก็สดใสได้สักวัน
ธรรมชาติแสดงไว้ให้สองด้าน
ช่างเสกสรรได้สมดุลย์สุนทรสันติ์
ดังคนเรามีกำเนิดเกิดมากัน
ความตายนั้นก็รออยู่เป็นคู่เคียง
เพราะฉะนั้นจงทำดีเป็นศรีเถิด
สุดประเสริฐเพราะความตายสุดคลายเลี่ยง
ธรรมชาตินั้นไม่เคยละเลยเรียง
ดีชั่วเพียงเหลือเอาไว้ให้อาลัย.....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 24 สิงหาคม 2010 : 13:11:50
ก็ชีวิตเป็นเช่นนี้สิเพื่อนเอ๋ย
สุขที่เคยได้รับอยู่มิรู้หาย
พอถึงวันก็พลันเปลี่ยนหมุนเวียนไป
กลับทุกข์ใจไม่จีรังไม่ยั่งยืน
เพราะยึดติดไว้คงมั่นมันจึงขม
ไปชื่นชมความสุขไว้ใจจึงฝืน
ความทุกข์ตรมจึงถมทับนับวันคืน
ใจขมขื่นเพราะยึดติดชีวิตน
หากสามารถปล่อยวางได้ในความสุข
ถึงมีทุกข์หากปล่อยวางจางจากข้น
สุขแค่ไหนทุกข์เพียงใดใจทานทน
เกิดเป็นคนอย่ายึดติดจิตสบาย....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 01 กันยายน 2010 : 11:22:57
ศึกษาตนให้ได้ก่อนสอนคนอื่น             
ใจต้องตื่นอย่าประมาทอาจพลาดได้
ศึกษาตนอย่าลืมลาศึกษาใจ             
ศึกษาได้สอนคนอื่นชื่นกมล
เป็นเรื่องจริงอย่างยิ่งสิ่งที่พูด             
จึ้ถึงจุดดุจดวงธรรมนำเกิดผล
ศึกษาใครใดจะเท่าดูเงาตน             
ศึกษาคนฤาจะเท่าตัวเราเอง....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 17 กันยายน 2010 : 12:36:13
เมื่อชีวิตมีอายุลุถึงไหน
ผ่านอะไรเกิดอะไรใจรู้อยู่
จะทุกข์สุขอยู่ที่ใจให้มองดู
ทุกข์ก็รู้สุขก็รู้อยู่ที่ใจ
ทุกข์อย่างไรใจเป็นทุกข์ไร้สุขศรี
สุขเมื่อมีใจก็สุขทุกข์อยู่ไหน
ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขรุกรานใจ
ปล่อยวางได้ไร้ทั้งสิ้นเกิดจินตนา
เมื่อถึงยามอายุสิ้นชีวินสูญ
ใจอาดูรก็หมดไปไร้กังขา
ไร้เรื่องราวเพราะชีวิตจิตมารยา
มีชีวาหากรู้วางไม่ห่างธรรม....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 27 พฤศจิกายน 2010 : 23:45:49
เมื่อชีวิตมีอายุลุถึงไหน
ผ่านอะไรเกิดอะไรใจรู้อยู่
จะทุกข์สุขอยู่ที่ใจให้มองดู
ทุกข์ก็รู้สุขก็รู้อยู่ที่ใจ
ทุกข์อย่างไรใจเป็นทุกข์ไร้สุขศรี
สุขเมื่อมีใจก็สุขทุกข์อยู่ไหน
ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขรุกรานใจ
ปล่อยวางได้ไร้ทั้งสิ้นเกิดจินตนา
เมื่อถึงยามอายุสิ้นชีวินสูญ
ใจอาดูรก็หมดไปไร้กังขา
ไร้เรื่องราวเพราะชีวิตจิตมารยา
มีชีวาหากรู้วางไม่ห่างธรรม....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 07 ธันวาคม 2010 : 14:38:59
นั่นก็ทุกข์นี่ก็ทุกข์สุขอยู่ไหน
จะหาใครมาช่วยฉุดหลุดวิถี
ทุกข์ก็เศร้าจิตตรอมตรมขมฤดี
ยามสุขมีจิตก็รื่นชื่นหทัย
หากพิจารณ์ก็ย่อมเห็นเหตุแห่งทุกข์
เหตุแห่งสุขลองครวญดูอยู่ทีไหน
ยามมีทุกข์ยามสุขมีอยู่ที่ใจ
ทุกข์สุขหายคลายลงได้ใช้ใจวาง...


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 27 ธันวาคม 2010 : 11:40:13
ผ่านคริสต์มาสอากาศหนาวในคราวนี้
หวังชีวีที่ทุกท่านผ่านร้อนหนาว
ในปีใหม่ขอทุกท่านผ่านเรื่องราว
ครั้งเมื่อคราวปีเก่าเศร้าร้อนเร่าใจ
มาสามัคคีมีชีวีที่สุขสันต์
ต่างยึดมั่นรักชาติศาสน์สดใส
ร่วมจงรักสถาบันอันเกรียงไกร
พ่อหลวงไทยที่เมตตาประชาชน
ลืมเรื่องสีแบ่งพวกพ้องผองไทยสิ้น
ต่างชีวินล้วนเลือดไทยไม่สับสน
ทุกๆสีล้วนพี่น้องผองมวลชน
แต่ละคนคือคนไทยใยเคืองกัน
อย่าไปฟังพวกการเมืองเรื่องเคืองขุ่น
ใยไปหนุนพวกโกงกินสิ้นสุขสันต์
เขาชักจูงเพื่อประโยชน์มีโทษทัณฑ์
โกงกินกันเพื่อตัวเองไม่เกรงใคร
ประชาชนอย่าหูเบาโง่เขลานัก
เขาจูงชักก็เชื่อเขาเฝ้าฝันใฝ่
นักการเมืองเขาหลอกล่อพอผ่านไป
ที่ยื่นให้คือเศษทานประทานมา
ปากเขาบอกว่าช่วยเหลือเกื้อเรานั้น
ก็ว่ากันเพียงให้เราเลือกเขาหนา
พอเขาได้เป็นใหญ่ได้ขึ้นมา
เคยเห็นหน้าเขาหรือเปล่าเล่าชาวไทย
ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาหาประโยชน์
มีแต่โทษอย่าไปยุ่งมุ่งฝันใฝ่
ใครชักจูงมุ่งแสวงแฝงกลไก
ยุชาวไทยให้ฆ่ากันมันเปรมปรีดิ์
จงตื่นเถิดตื่นใจใช้ความคิด
ใครถูกผิดอย่าไปยุ่งมุ่งสุขศรี
เป็นพวกเขาใช่ว่าเล่าเราจะดี
ขอโทษทีมีแต่จนน่ะคนไทย
ขอพวกเราชาวไทยให้ปล่อยวาง
อย่าหมองหมางกันไปเลยเคยคิดไหม
เมื่อก่อนนี้เรามีสุขทุกข์อย่างไร
ผ่านมาได้ไม่แบ่งสีมีหรือจน
กลับมารักกันดังเดิมเพิ่มความสุข
ใครเขาปลุกปั่นอย่างไรอย่าไปสน
เศรษฐกิจที่พอเพียงพอเลี้ยงตน
หวังทุกคนจงสำนึกและตรึกตรอง........


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 15 มิถุนายน 2011 : 22:52:56
สวรรค์ภูมิอยู่ไม่ไกลเท่าใดหรอก
ไม่ยากดอกหากยากไปไม่ไกลฝัน
เพียงมีจิตใฝ่ดีวิลาวัลย์
มีสักวันย่อมไปถึงซึ่งต้องการ
หมั่นทำดีสร้างบุญสุนทรศรี
ทำความดีมีเมตตามหาศาล
กุศลส่งผลบุญหนุนบันดาล
โลกสวรรค์อยู่แค่เอื้อมงามเลื่อมพราย....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 02 กรกฎาคม 2011 : 22:47:54
กบไฟไหม้

กบตัวหนึ่งได้อาศัยอยู่ในสระ
กุฏิพระอยู่ใกล้ๆได้แลเห็น
ทุกเช้าพระบิณฑบาตรไม่ขาดเกณฑ์
ทั้งฉันเพลทั้งฉันเช้ากบเศร้าใจ
ยกเอาตนมาเปรียบพระยากละจิต
ใจครวญคิดว่าตัวกูสู้ไม่ได้
ต้องท้องหิวหิ้วท้องร้องก้องไป
ข้าวยาไส้หายากอยู่สู้ทุกข์ทน
คิดในใจทำอย่างไรได้เป็นพระ
เจ้ากบจะไม่ลำบากยากขัดสน
ทุกๆเช้าเพียงกรีดกรายใกล้หมู่ชน
มีผู้คนเฝ้าใส่บาตรไม่คลาดคลา
อยากเป็นพระจนหนักใจให้กลัดกลุ้ม
ใจร้อนรุ่มขืนเป็นกบพบทุกขา
ทำอย่างไรจะเป็นพระละเวทนา
นอนหลับตาก็ไม่หลับทุกข์จับใจ
ครั้นต่อมาเห็นพระเอาข้าวฉันเหลือ
ไปโปรยเผื่อเป็นทานอาหารไก่
เจ้ากบเห็นก็ปราถนามาเปลี่ยนใจ
ยากเป็นไก่ไม่เหนื่อยยากลำบากเดิน
อยู่เฉยๆก็ได้ลิ้มชิมอาหาร
ช่างสำราญสบายกายไม่เคอะเขิน
หากเป็นพระบิณฑบาตรเคลื่อนคลาดเดิน
ไก่ไม่เดินก็ได้กินไม่สิ้นกาล
สู้เป็นไก่ก็ไม่ได้ไม่ต้องหา
ถึงเวลาพระมาโรยโปรยอาหาร
หากเป็นพระคงเหนื่อยใจไม่สราญ
พระให้ทานกบนึกเห็นเป็นทาสใคร
จิตนึกไปนึกมาท่าเข้าที
พระไม่ดีลำบากหนอขอเป็นไก่
ขณะนึกอยู่นั้นในทันใด
หมาไถลวิ่งเข้ามาหาไก่พลัน
เจ้าหมาวัดกัดไล่ไก่วิ่งหนี
ไม่รอรีกินข้าวไก่ไม่เหหัน
ครั้นกบเห็นเลยเปลี่ยนจิตความคิดพลัน
ขอเปลี่ยนผันเกิดเป็นหมาท่าจะดี
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามายังหน้าวัด
หมาไล่กัดแกคว้าไม่ไล่หมาหนี
กบมองเห็นอ้าวเป็นหมาท่าไม่ดี
ถูกคนตีหมาจรลีหนีไปไกล
ขอเป็นคนคงดีกว่าเป็นหมาวัด
ไม่อัตคัดขัดสนจนทางได้
เป็นคนนั้นต้องดีแน่ไม่แพ้ใคร
จะยังไงขอเป็นคนไม่จนทาง
ชายคนนั้นเดินเรื่อยๆจนเหนื่อยนัก
เลยนั่งพัก ณ เก้าอี้ที่ยังว่าง
นั่งตากลมให้เหงื่อหายผ่อนคลายพลาง
ใกล้ริมทางกุฏิพระสระวารี
มีแมลงวันตัวหนึ่งซึ่งบินอยู่
มันมองดูเห็นคนมาใกล้สระศรี
จึงบินมาไต่ตอมดอมกายี
ชายผู้นี้ให้รำคาญพาลลุกไป
เจ้ากบเห็นก็เปลี่ยนใจไปอีกหน
ขืนเป็นคนเจอแมลงวันนั้นไม่ได้
เพียงถูกตอมถูกไต่ให้หนีไป
นึกพอใจเห็นแมลงวันนั้นเลิศดี
กำลังคิดเพลินอยู่ไม่รู้สึก
ใจตรองตรึกนึกไปให้สุขศรี
แมลงวันอีกตัวนั้นบินเลาะเกาะพอดี
เกาะตรงที่จมูกกบสบนัยตา
ไม่ทันคิดลิ้นตวัดยัดเข้าปาก
ไม่ลำบากอาหารว่างช่างสุขา
ไฟที่ไหม้ใจดับไปในทันตา
คิดได้ว่า "เป็นกูดีกว่าอย่าผันแปร"...........


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 10 กรกฎาคม 2011 : 18:16:32
ที่หมาเห่าใบตองแห้งเพราะแล้งจิต
ไม่ครวญคิดด้วยปัญญาหาเกิดไม่
ไร้สติปัญญาปิดมิดลงไป
ใบตองไหวก็พลันเห่าไม่เฝ้าครวญ

ดังคนเราขาดสติดำริห์ผล
ดุจต้องมนต์ใจมืดมิดไม่คิดหวน
เห็นเขาว่าๆตามไปไม่ทบทวน
ใจเรรวนวุ่นวายน่าอายจัง

หากมีสติใคร่ครวญทวนความคิด
ใช้ดวงจิตพิจารณาดูหน้าหลัง
เกิดเหตุการใดใดใช้ใจฟัง
ย่อมไม่พลั้งให้อับอายขายหน้าคน

ดังธรรมะองค์สัมมาพุทธาเจ้า
สั่งสอนเราให้รู้ครวญทวนเหตุผล
เพราะคำสอนพุทธองค์พระทรงพล
ท่านบันดลให้เราได้ใช้ปัญญา.....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 28 พฤศจิกายน 2011 : 22:11:15
ท่วมท่วมหลากนองเนือง
สิเมลืองท่วมเมืองไทย
น้ำมากหลากไหลไกล
ฤจะท่วมมิรวยจน
ผู้คนทุกข์ยากแค้น
ทุกขแม้นสุดหนีพ้น
ใครหนอคิดบันดล
ผิวสร้างอุทกภัย
เคราะกรรมประดังมี
สุดวิธีจะหลีกได้
ต้องหนีจากจรไกล
มิฤดีผลิพระธรรม...


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 28 พฤศจิกายน 2011 : 22:14:16
ฟ้าเหตุใดใยเจ้าจึงเศร้าโศก
วิปโยคด้วยเหตุใดไฉนหนอ
ฤาฟ้าเจ้าเบื่อมนุษย์สุดเกินพอ
น้ำตาคลอหลั่งล้นจนท่วมใจ
ก็มนุษย์เป็นเช่นนี้ที่ฟ้าเห็น
ค่ำเช้าเย็นมักไม่สุดหยุดชั่วได้
เพราะโลภหลงยังอยู่คงยากปลงไป
ยากแก้ไขเพราะดวงตาหาเห็นธรรม
ปล่อยไปเถิดฟ้าเจ้าอย่าเศร้ากลุ้ม
ความทุกข์สุมมันหนักอกสุดยกห้าม
สักวันหนึ่งใจคงใสให้งดงาม
เมื่อถึงยามฟ้าคงร้องก้องโลกา......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 21 ธันวาคม 2011 : 11:06:41
อันคนชั่วหลงมัวเมาเขลาดวงจิต
สิ่งที่ผิดเห็นเป็นดีเกิดศรีใส
เพราะจิตหลงในกิเลสเหตุนำไป
ในจิตใจหลงระเริงเหลิงมัวเมา
เพราะกิเลสอุปทานผลาญดวงจิต
ไร้ความคิดไร้ปัญญาพาให้เขลา
ยามมีสุขกับโลกีย์สีแสงเงา
จิตรุกเร้าเห็นเป็นดีที่ตนทำ
ส่วนคนดีมีเหตุผลรู้กลชั่ว
ไม่เมามัวมีศึลงามธรรมเช้าค่ำ
ประกอบกิจสุจริตจิตจดจำ
ไม่กระทำเรื่องกิเลสเหตุโลกีย์
มีสัมมาคารวะประจำจิต
รู้ถูกผิดรู้พินิจฯคิดสุขศรี
ไม่ทำชั่วไม่มัวเมาเฝ้าทำดี
ผลที่มีคือสุขใจใครก็ชม........


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 25 ตุลาคม 2012 : 15:49:20
ถึงวันเกิดวันมงคลชนทั้งหลาย
ตัดวุ่นวายเข้าวัดวาหากุศล
บ้างถวายสังฆทานงานมงคล
บ้างบางคนปล่อยนกปลาทานาทาน
นำสิ่งของยกขึ้นจบนบเหนือเศียร
ใจไม่เปลี่ยนสำรวมใจให้สมาน
จิตแน่วแน่ตั้งใจแผ่ตามแต่การ
อธิษฐานให้พานพบสบสิ่งดี
เมื่อเสร็จสิ้นกรวดน้ำทำใจมั่น
อุทิศพลันสัตว์ทั้งหลายให้สุขศรี
อีกนายเวรและเจ้ากรรมตามที่มี
ให้ชาตินี้มีสุขไร้ทุกข์ตรม
ให้สิ่งดีอยู่กับตัวชั่วชีวิต
สิ่งที่ผิดสิ่งไม่ดีไม่ศรีสม
ให้ไหลไปตามสายน้ำตามแดดลม
ให้ชื่นชมแต่สิ่งดีมีกาลนาน...เทอญ


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 30 มกราคม 2013 : 12:53:42
ปํญหาใดๆ ไม่มีในโลก

ปัญหาใด ในโลกนี้ มีขานไข
อยู่ที่ใจ และปัญญา หาเหตุผล
ใครที่ทุกข์ ทุกข์แค่ไหน ใจจงทน
ไม่สิ้นหน ไม่สุดทาง อย่าคลางใจ
ทุกปัญหา ที่ว่าไว้ ใช่ปัญหา
มีปัญญา มีทางออก จะบอกให้
ถึงที่สุด ปัญหานั้น พลันหมดไป
จะทุกข์ใจ หรือสุขใจ มันไปเอง...


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2013 : 12:35:57
ทำบุญ...อย่าหลงบุญ

ทำบุญได้ ทำไป อย่าได้หลง
ใจมั่นคง ตรงจิต คิดใคร่หวน
ทำบุญไป เคยคิดไหม ลองใคร่ครวญ
ลองทบทวน สร้างบุญไว้ ทำไมกัน
บ้างหลงบุญ สร้างไป ใจตั้งจิต
เพียงแต่คิด กลัวยากจน พ้นสุขสันต์
ไร้อำนาจ ไร้เงินตรา สารพัน
ไปปิดกั้น หนทางบุญ อันสุนทร
จงครวญใหม่ คิดให้ดี มีสติ
ลดทิฐิ ลดมานะ ใช่จะสอน
ทำบุญใหม่ ตั้งใจไว้ ในขั้นตอน
ยามม้วยมรณ์ ชาติใหม่ได้ ไปนิพพาน...


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: chetp14 ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2013 : 21:13:20
ทำบุญกันไว้นะครับ


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 06 กุมภาพันธ์ 2013 : 11:39:33
 ธรรมะอยู่ไม่ไกล..... ใยมองข้าม

จะเรียนธรรม เรียนที่ไหน ไม่ไกลดอก
จะขอบอก อยู่ไม่ไกล ในตัวท่าน
เพราะธรรมะ นั้นถือเกิด กำเนิดกาล
จิตบันดาล ให้เกิดมา พาเป็นไป
ธรรมแท้ๆ อยู่ในกาย ภายในจิต
ลองพินิจฯ ทบทวน คิดครวญใคร่
ทั้งกิเลส ทั้งอารมย์ คือปมใจ
หากนำไป ใคร่ครวญดู จะรู้ธรรม.....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2013 : 22:00:26
ธรรมะวันละบท ตอน หวังมีุสุข ละทิ้งหลีกหนีซึ่งความทุกข์ คือสิ่งที่ควรละ

หวังมีสุข หวังไร้ทุกข์ ฉุกคิดไหม
ที่หวังไว้ คือสิ่งละ พระท่านสอน
ยิ่งมีทุกข์ ยิ่งฝึกได้ ไร้นิวรณ์
เป็นขั้นตอน ใช้พิจารณา พาสู่ธรรม
เอาความทุกข์ มาเป็นบท เพื่อทดสอบ
หาคำตอบ หาทางดับ มาจับย้ำ
พิจารณา หาเหตุเกิด กำเนิดจำ
รู้ทุกข์ทำ ดับทุกข์ได้ ไปนิพพาน......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 10 มีนาคม 2013 : 14:24:24
มีทีมา ย่อมมี ที่จะไป
เกิดมาได้ ไร้สิ่งใด ให้มาได้
เพียงสังขาร ที่ไว้ดู คู่ตัวใจ
พอเติบใหญ่ ก็เลือกทำ กรรมชั่วดี
ทรัพย์ของใคร เพียงเราครอง จองชั่วคราว
ผ่านร้อนหนาว ตามเรามา พาสุขศรี
ก็แต่ก่อน ร่อนชะไร ไม่เคยมี
แล้วเดี๋ยวนี้ มีอะไร ใช่ของเรา
เพียงสังขาร ให้เรามอง จ้องดูทุกข์
เปรียบกับสุข เกิดโลภะ จะพาเศร้า
สู้มองทุกข์ เพื่อดับมัน พลันบันเทา
ดับทุกข์เอา เข้านิพพาน คือบ้านเรา....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 29 มีนาคม 2013 : 10:28:24
ธรรมะวันละบท ตอน ความสามัคคี

หากสองราง คู่เคียง เรียงขนาน
ไม่สมาน บรรจบ พบจุดหมาย
แต่สองราง มีไม้หมอน คอนกลางกราย
จึงไม่วาย สมานแน่น เป็นแท่นเีดียว.
เปรียบดังคน ต่างมาอยู่ คู่แข่งขัน
ต่างแข่งกัน ทำการ งานโดดเดี่ยว
งานย่อมเดิน เนิ่นนานมา ช้าแน่เทียว
เพราะคนเดียว มีกำลัง ลำพังตน
แต่หากแม้น ทั้งสอง ต่างครองคู่
เข้ามาดู ร่วมกันสร้าง ไม่ห่างหน
งานย่ิอมเพิ่ม รวดเร็วขึ้น ชื่นกมล
ย่อมส่งผล ความสำเร็จ เสร็จเร็วไว
ความผิดพลาด ย่อมน้อยลง และคงมั่น
เพราะร่วมกัน ตรวจตรา หาเผลอไผล
ความสำเร็จ เพราะสามัคคี ดีเหลือใจ
ดีกว่าไป ต่างคนทำ ระกำทรวง......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 22 พฤษภาคม 2013 : 11:21:12
วันวิสาขะปูรณมีบูชา

วิสาขะบูชาปุณณมีดิถีเลิศ
วันประเสริฐอันสำคัญวันศาสนา
มีนิมิตเกิดเหตุการณ์พระศาสดา
มีเหตุมา3 ประการอันจำเริญ
ปีจอกลางเดือน 6 วันเพ็ญเห็นประจักษ์
ถิ่นพำนักลุมพินีวันอันสรรเสริญ
สิริมหามายาครบทศมาสครรภ์เจริญ
ทรงดำเนินประสูติโอรสทศพล
ใต้ต้นรังมีอัศจรรย์พลันปรากฏ
พระโอรสทรงดำเนินเสด็จ 7 ก้าวหน
เปล่งวาจาจากพระโอษฐ์พระทศพล
ได้ยินยลเป็นอัศจรรย์ในวันเพ็ญ
"เราเป็นผู้เจริญจริงยิ่งในโลก
เราเลิศโลกประเสริฐสุดประสูติเห็น
อันชาตินี้เป็นที่สุดหยุดเกิดเป็น
จะไม่เห็นบังเกิดอีกหลีกเวียนวน"
ล่วงลุกาลนานหลายปีในปีวอก
นับแต่ออกผนวชบวชหาหน
พระศาสดาทรงศึกษาหาด้วยตน
หวังหลุดพ้นในวัฏฏะอนิจจา
ครั้นเดือน 6 วันเพ็ญทรงเห็นรู้
พระสัพพัญญูทรงตรัสรู้ลู่เหตุหา
หลังบำเพ็ญละสุขทรงทุกข์กิริยา
ทรงหันมาใช้สติคิดพิจารณ์
ทรงสมาธิจนผลิอภิญญา
ด้วยปัญญาจนแจ้งจิตคิดแตกฉาน
บรรลุธรรมซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาน
ณ วันอังคารคืนเพ็ญเป็นต้นมา
หลังประกาศเผยแพร่แก่เวไนยชน
สั่งสอนคนจนรู้แจ้งเหตุแห่งศาสนา
นับแต่ได้ทรงโปรดแสดงปฐมเทศนา
แก่เทวามนุษย์พรหมยมอบายฯ
ทรงประกาศพรหมจรรย์อันสมบูรณ์
จนเพิ่มพูนปัญญาคนชนทั้งหลาย
ลุล่วงมาสี่สิบห้าพรรษามรณากราย
อรหันต์องค์สุดท้ายปฏิบัติตามทางมัชฌิมาฯ
ทรงได้ปัจฌิมโอวาทประสาทประสิทธิ์
ให้พินิจสังขารอันเสื่อมสา
ไม่คงทนย่อมเสื่อมได้ตามธรรมดา
ควรมุ่งหน้าอย่าประมาทประสาทพร
พระพุทธองค์ทรงฌานหลังตรัสสอน
ทรงฌานจรจตุตถฌานประสานสรณ์
หลังจากนั้นทรงดับขันธ์นิรันดร
เวลาตอนปัจฌิมยามตามเวลา
เมื่อปีมะเส็งวันอังคารกาลเดือน6
อุปถัมภกศาสดาพระศาสนา
ทรงปรินิพพานตามกาลนานสืบมา
วิสาขะปุณณมีที่มหัศจรรย์.....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 06 มิถุนายน 2013 : 10:49:51
ธรรมะนานๆบท

ที่เหลือไว้ คือความดี ที่สรรเสริญ
มีชีวิต หากทำชั่ว มัวเมาเพลิน
คนก็เมิน แช่งด่าเอา แม้เจ้าตาย
ยามเกิดมา ก็มือเปล่า ไร้เงาสิ้น
ชีวิตดิ้น ต่อสู้ไป ใจมุ่งหมาย
ให้ชีวิต นั้นรอดพอ รอวันตาย
หล่มอบาย หากตัดได้ ใจพบธรรม
สร้างความดี กันไว้เถิด ประเสริฐยิ่ง
เพราะทุกสิ่ง ล้วนมายา พาใจช้ำ
โลภสะสม ทรัพย์สินไว้ ใจพึงจำ
ชั่วก็ทำ ยามตายไป ใครด่าตน...
เมื่อตายไป เอาอะไร ไปไม่ได้


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 17 มิถุนายน 2013 : 13:03:51
ธรรมะนานๆบท

เกิดเป็นคน ควรอดทน ดิ้นรนอยู่
จงยิ้มสู้ อย่าพ่ายแพ้ แก้ปัญหา
ใจอดทน ดิ้นรนไว้ ใชัปัญญา
ถึงเวลา อย่าท้อแท้ พ่ายแพ้ใจ
อย่าทำตัว ตกต่ำ ให้ช้ำจิต
เพราะชีวิต เลือกเดินไป แก้ไขได้
หนทางชั่ว หนทางดี มีทางไป
อย่าแพ้ใจ เลือกทางชั่ว มัวเมาตน
รู้ปรับตัว รู้ปรับใจ ไม่ยอมแพ้
คนจริงแท้ ปรับตัวได้ ใจสุขสนธิ์
ย่อมไร้ทุกข์ มีแต่สุข ทุกข์ไม่ดล
รู้จักยล ความพอเพียง สิเที่ยงจริง
เพราะสุขทุกข์ อยู่กับเรา อย่าเขลาโง่
ทุกข์จะโต สุขมากล้น ยากพ้นยิ่ง
หากใจวาง ย่อมห่างได้ ไม่ประวิง
ทุกๆสิ่ง อยู่ทีใจ ให้ปล่อยวาง.........


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 05 สิงหาคม 2013 : 14:00:57
กว่าแม่จะให้เจ้าเกิดมาเป็นคนได้......................

  เมื่อวิญญานมีบุญญามาจุติ                       
แล้วมาผลิในครรภ์มารดานั้น
นับเป็นจุดเริ่มแรกที่แบกครรภ์                             
ทรมานเริ่มมามีที่มารดา
          ครั้งเดือนแรกก่อเกิดประเสริฐยิ่ง                 
เป็นความจริงที่มารดาว่ามีค่า
เป็นหยดน้ำจุดเล็กน้อยลอยไปมา                         
ในครรภ์พาสุขใจให้ยินดี
          ถึงเดือนสองหยดน้ำนั้นพลันแปรเปลี่ยน       
เริ่มผันเวียนเปลี่ยนไปในครรภ์นี้
เป็นก้อนไขใสสดหยดวารี                                 
ความปราณีเริ่มเกิดแก่แม่แท้จริง
          ล่วงมาเดือนที่สามยามสุขศรี                   
แม่เริ่มมีวิงเวียนคลื่นเหียนยิ่ง
ส่วนก้อนไขเริ่มเปลี่ยนไปไวจริงๆ                         
เริ่มเกาะกิ่งเป้นกลุ่มเลือดไม่เหือดไป
          พอเดื่อนสี่ยิ่งปรีดาแขนขาเกิด                   
ช่างพริ้งเพริดเกิดอวัยวะมาเห็นได้
ลุเดือนห้าเกิดศรีษะขาเต็มวัย                             
เริ่มเห็นได้เป็นมนุษย์สุดเอ็นดู
          ย่างเดือนหกรู้กำเนิดเกิดสัมผัส                   
ไม่ติดขัดประสาทจิตคิดเรียนรู้
ทั้งจมูกปากตามารูหู                                         
ได้รับรู้ได้ยินฟังถึงข้างใน
          ตกเดือนเจ็ดกระดูกงอกออกมาครบ             
เริ่มผ่านภพเป็นทารกกระโหลกใหญ่
มีเนื้อหนังมังสามาตามวัย                                   
รู้ยิ้มไห้รู้หัวร่อก่อปัญญา
          มาเดือนแปดสมองตอบสนองรับ                 
รู้ระงับรู้ปิติรู้คิดหา
ล่วงเดือนเก้าใกล้กำเนิดเกิดออกมา                       
ดวงวิญญารวมกับกายไม่คลายคืน
          ครั้นถึงครบกำหนดทศมาส                       
ใจแทบขาดท้องปวดแสบแทบสุดฝืน
แม่ทนเจ็บเพราะเบ่งบุตรสุดกล้ำกลืน                     
ต้องสู้ฝืนคลอดลูกน้อยค่อยออกมา
          พอได้เห็นบุตรน้อยได้ใจเป็นสุข                 
ความรักลูกผูกพันสันต์สุขา
แม่ถนอมอุ้มท้องป้องเจ้ามา                                 
เพียงหวังว่าลูกปลอดภัยใจยินดี
          นีเป็นความรักบุตรสุดสวาท                       
ใจแทบขาดยามคลอดเจ้าเศร้าสุขี
เจ็บเพียงใดแม่ทนได้ไม่ใยดี                                 
ให้ลูกนี้ปลอดภัยได้แม่ไม่กลัว......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 06 กันยายน 2013 : 14:19:30
คนไม่ใช่จิ้งหรีด

ถึงวันศุกร์ คนว่าสุข สุขแค่ไหน
ลองถามใจ ว่าสนุก หรือสุขสันต์
เกิดเป็นไทย เครียดกันได้ ในทุกวัน
ที่นี่นั่น ล้วนปัญหา พาขุ่นใจ
เรื่องในชาติ บริหาร เรื่องการเมือง
ใช้สิ้นเปลือง งบประมาณ บานถึงไหน
เศรษฐกิจ ข้าวของแพง แซงกันไป
แม้ยางไทย ยังวายวุ่น พาลขุ่นเขือง
จะต้องรอ อีกกี่ชาติ อนาถจิต
เคยเป็นมิตร ก็แบ่งแยก แตกแดงเหลือง
ถูกปั่นหัว จนเพื่อนพ้อง ผองบ้านเมือง
มาขุ่นเคือง เกลียดกันไป ไม่มองกัน
ใช้ปัญญา กันสักนิด น่ะมิตรรัก
เขาจะจัก ปั่นหัวเรา พาเศร้าศัลย์
มองอะไร มองให้ซึ้ง ควรพึ่งกัน
อย่าทุกปั่น เหมือนจิ้งหรีด เมากรีดกราย......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 20 กันยายน 2013 : 18:31:04
จริงใจ

เราคนไทย ใจไม่ทราม งามมารยาท
ไม่เคยขาด เคารพ นบอาวุโส
เป็นคนไทย ถ้อยอาศัย ไม่ใหญ่โต
ไม่คุยโม้ ไม่โอ้อวด ชวดน้ำใจ
แสนงามตา รู้อ่อนน้อม ค้อมคำนับ
คนได้รับ ย่อมยินดี มีใจให้
รู้จักด้อย รู้จักน้อย ถ้อยเกรงใจ
ไปที่ใด คนน้อมรับ สลับฟัง
อย่าอวดรวย อวดดี ไร้ศรีศักดิ์
คนไม่รัก ไม่ชอบหน้า พาหันหลัง
รู้นอบน้อม ถ่อมตน ไร้คนชัง
ต่อหน้าหลัง ล้วนจริงใจ คนใยดี.......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 22 กันยายน 2013 : 14:47:45
ธรรมะนานๆ บท

(http://www.google.co.th/url?sa=i&source=images&cd=&cad=rja&docid=HY5KXxRxohXgtM&tbnid=PDteS1OpXKdsfM:&ved=&url=http%3A%2F%2Ffinaleskincare.wordpress.com%2F2013%2F06%2F16%2F%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%2F&ei=h6A-UqeRLsvLrQf0jICIAQ&psig=AFQjCNGGKIrR_sGfjj_t2dLmzcQmSv5xvg&ust=1379922439825399)

หนึ่งเป็นไฟ เราอย่าได้ เป็นไฟด้วย
มันจะช่วย กระพือไฟ ให้ฮือโหม
จงเป็นน้ำ ที่เย็นใส ไปประโลม
อย่าถาโถม จมไป กับไฟเย็น
เมื่อหนึ่งเย็น กับหนึ่งไฟ ได้สังสรรค์
ความหุนหัน ย่อมเบาบาง จางให้เห็น
ใช้ความคิด สติคุม อุ้มประเด็น
ให้ความเย็น คอยเตือน เป็นเพื่อนใจ
เพียงเท่านี้ ชีวิตร่วม ย่อมรวมอยู่
ชีวิตคู่ ก็ไร้ทุกข์ จิตสุขใส
อย่าปล่อยทิ้ง สิ่งเตือนตน ให้พ้นไป
เมื่อมีไฟ ให้หยุดจิต คิดครวญเทอญ...


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 17 มีนาคม 2014 : 18:48:06
เพียงรูปลักษณ์ มองด้วยตา น่าสวยสด
แต่ทั้งหมด เพียงรูปกาย ฉายให้เห็น
มองภายนอก มองไม่ออก บอกร้อนเย็น
ใจในเป็น เช่นไร ใครรู้ดี
เห็นหน้าตา สะสวย ด้วยภายนอก
เพียงลวงหลอก ดวงตา ว่าสดศรี
มันเพียงเปลือก ที่หุ้มห่อ งามพอดี
ภายในมี แต่ขี้หนอน ซ่อนบังตา
ยามชีพยัง เนื้อหนังตึง ไม่ขึงหย่อน
ทั้งเขาหล่อน ล้วนรูปสวย ด้วยตัณหา
ยามมอดม้วย ก็เน่าเหม็น เห็นกายา
สุดนำพา ความจีรัง ให้ยั่งยืน



หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 18 กันยายน 2014 : 13:46:39
ยินข่าวร้าย หรือข่าวดี ล้วนมีทุกข์
จะมีสุข ทุกข์อย่างไร ใจกังขา
เมื่อมีสุข พอทุกข์หน่อย หนอยมารยา
พอทุกข์มา ก็ชอบบ่น นะคนเรา
ครั้นมีสุข ก็บ่นว่า หาพอไม่
สุขเพียงไหน ทุกข์เพียงไหน ให้หมองเศร้า
ความพอเพียง อยู่ที่ไหน คนใจเบา
ช่างโง่เขลา นะมนุษย์ สุดเพียงพอ
พุทธองค์ ทรงตรัสสอน จรมัชฌิม
จะมียิ้ม จะเศร้าหมอง ลองตรองหนอ
ทางสายกลาง ไม่มุ่งหวัง ดังใจรอ
เพียงใจพอ รู้ปล่อยวาง กระจ่างใจ...
[/b


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 19 กันยายน 2014 : 15:53:35
เมื่อคนที่ เคารพรัก จักลาจาก
ทำใจยาก ด้วยอาลัย ใจสูญสิ้น
แต่ชีวิต ต้องเดินต่อ มิรอยิน
ชีวิตสิ้น แต่คนยัง ตั้งหน้าเดิน
ชีวิตคน เกิดมาแล้ว ไม่แคล้วพราก
รวยจนยากยามตายไปใครสรรเสริญ
ยามเกิดมาต่างตั้งหน้าตั้งตาเดิน
ใจหมางเมินลืมความตายวายชนม์
เมื่อเกิดมาทำดีไว้ใจพิสุทธิ์
จงอย่าหยุดสร้างความดีเป็นศรีสนธิ์
เพราะตายไปทรัพย์ที่มีมิใช่ตน
จะเป็นคนนำพาได้โปรดไตร่ตรอง
เหลือความดีที่ทำไว้คนได้ชม
ความสุขสมต้องทิ้งไปไม่สนอง
แม้เงินทองที่มากมายหลายพันกอง
ยากสมปองนำติดตัวคือชั่วดี......


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 24 พฤศจิกายน 2014 : 16:11:17
เห็นพวงหรีดตัังอยู่คู่หีบศพ
ได้พานพบสัจธรรมทำให้เห็น
ความงดงามเขาประดับไม่ยากเย็น
แต่ยากเข็ญคือความดีที่สร้างมา
ยามชีพยังพันผูกกับลูกเต้า
เลี้ยงให้เขาเป็นคนดีมีศึกษา
ยามเติบใหญ่ลูกได้ดีมีปัญญา
รู้จักหาสร้างชีวีเป็นศรีตน
ส่วนตัวเองรู้ดำรงคงสร้างฐาน
ประกอบการสร้างความดีมีศรีสนธิ์
รู้คบหาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คน
ทั่วทุกหนย่อมยกย่องมองยินดี
ครั้นชีวิตสุดสิ้นดินกลบหน้า
ผู้คนมาไว้อาลัยใจสดศรี
ด้วยชีพยังเพียรสร้างไว้ในกรรมดี
สิ้นชีวีคนจึงมาลาอาลัย....


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: nopkorn ที่ 22 มีนาคม 2016 : 10:15:58
คนมีแผล อยู่ที่กาย กายก็เจ็บ
คนมีเล็บ พอเล็บข่ม จมแผลหนอง
คนทุกข์ใจ พอใจตรม ถมทุกข์ครอง
คนขัดข้อง ก็อึดอัด ขัดข้องใจ
เมื่อมีแผล ไปหาหมอ พอรักษา
ทุกข์ใจมา ใช้ปัญญา หาแก้ไข
ยามข้องขัด รู้ปล่อยวาง ย่อมจางไป
แม้ทุกข์ใจ ช่างมันเถอะ มิเปรอะปน
ก็เล็บข่ม บ่มหนองได้ หายไข้เจ็บ
แล้วตัดเล็บ ตำเนื้อทิ้ง เป็นสิ่งผล
พอทุกข์ใจ แก้ไม่ได้ นะใจคน
มัวทุกข์ทน ทนทำไม ไม่ปล่อยวาง.......


นพกรณ์ 22/3/59


หัวข้อ: Re: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
เริ่มหัวข้อโดย: noppakorn ที่ 14 พฤษภาคม 2018 : 13:39:12

แสร์คลื่นฟ้า ถาโถม โหมกระหน่ำ
สายลมซ้ำ พัดมา ถลาไหล
เสียงน้ำสาด ซัดซ่า แว่วมาไกล
ช่างเป็นไป ธรรมชาติ วาดอารมย์
ดูให้ซึ้ง ถึงอารมย์ สมถวิล
ยามยลยิน ความหมุนเวียน เปลี่ยนเหมาะสม
ดูให้ซึ้ง ถึงความนัย ไว้ชื่นชม
ดินฟ้าลม สอนเพลงธรรม จำใส่ใจ
เมื่อมีมา ก็มีไป ไม่เที่ยงแท้
ฟ้าเปลี่ยนแปร มิสิ้นสุด ยากหยุดได้
ลมเปลี่ยนทิศ ชีวิตผัน มิมั่นไป
แม้แต่วัย ยังเดินหน้า เช่นฟ้าแปร
แต่สิ่งหนึ่ง หากพินิจ ตรองคิดมั่น
จิตใจนั้น หากตั้งใจ ให้เที่ยงแท้
สร้างความดี หนีความชั่ว มิมัวแล
ใจแน่วแน่ ก็มิเป็น เช่นฟ้าเลย......