ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก


+  ร้อยความฝันพันจินตนาการ
|-+  :: Special Forum ::
| |-+  คุยเรื่องเพลงกับ “พี่ไก่ สุธี แสงเสรีชน”
| | |-+  รวมคำแนะนำจากพี่ไก่
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมคำแนะนำจากพี่ไก่  (อ่าน 28784 ครั้ง)
สุธี แสงเสรีชน
KAI FC Gangster
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1410


« เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 15:52:05 »

ขอความช่วยเหลือหน่อยนะครับ
พี่อยากจะรวบรวมคำตอบเกี่ยวกับ
เรื่องดนตรีที่เคยตอบน้องๆ ไป
เอาไว้ในกระทู้เดียวเพื่อให้คนที่เข้ามาทีหลังได้อ่าน
จะอ่านทบทวนได้
แล้ววันหลังอาจจะเขียนสรุปรวมเป็นเรื่องเดียวเลย
เริ่มจากของน้อง นุ่น ก่อนเลย

- ทำนองเพลง เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะเมื่อทาง chord ไม่ปกติ
หมายถึงมีการ transpose ทำให้อารมณ์ถูกกระชากไปมา
เมื่อทำนองไม่ลงตัว ก็จะทำให้เพลงสะดุด โดยเฉพาะ ท่อน Hook
คำว่า " ทิ้งกันไปอย่างนี้ " หรือ ตอนจบ " แคร์กันบ้างไหมเธอ"
ทำนองหลุดไปจาก chord เยอะทีเดียว เลยทำให้ฟังเพี้ยนๆ นะครับ

- โครงสร้าง หรือ ท่อน อาจจะสั้นไปหน่อย ซึ่งอย่างที่ลุงปริญญาบอกไว้
ซึ่งจะเพิ่มเติมหรือไม่ ก็แล้วแต่ผู้แต่ง แต่ถ้ามีท่อนที่ โดดเด่น พุ่ง มีความแรง
สรุปเรื่องราว ท่อนนี้ถึงเป็นท่อน Hook ตามชื่อท่อน
ไหนๆ แล้วสำหรับเรื่อง ท่อนจะนำศัพท์ที่ใช้เท่าที่ได้ยินมาในไทย
จะแยกกลุ่มและเรียงกัน ประมาณนี้ สำหรับเพลง pop structure สมัยใหม่ทั่วๆไป

กลุ่มแรก
Intro
Verse
PreChorus
*Chorus  (เรียกลักษณะนี้ บางทีทำให้สับสนกับเสียงประสานเหมือนกัน)
Verse
PreChorus
*Chorus
Bridge
Solo
*Chorus
Outtro/Ending

กลุ่มสอง
Intro
Verse
Clime
*Hook ( ถ้าเจอคนเรียกท่อน Chorus ก็อย่า งง นะครับ)
Verse
Clime
*Hook
Bridge
Solo
*Hook
Outtro/Ending

จะเห็นว่าสองแบบนี้เรียกต่างกันอยู่บ้าง
ส่วนเรื่องว่าจะมีกี่ท่อนนั้น ในทางดนตรีไม่มีข้อบังคับอยุ่แล้ว
จะมี ท่อน Hook หรือ Chorus ท่อนเดียวก็ได้ อันนี้แล้วแต่ผู้แต่ง
คนฟังก็จะได้แต่บอกว่า น่าจะมีท่อนนี้นะ น่าจะมีท่อนแยกนี้นะ ยิ้มกว้างๆ

สำหรับเพลงรุ่นเก่า ก็มีแบบ AABA หรือ 32Bar form
ซึ่งหาฟังจากเพลง ลูกทุ่งหรือลูกกรุง เก่าๆ

- เรื่องการอัด ไหนๆมีคอมฯอยู่แล้ว พี่อยากให้พัฒนามาทำงานบนคอมฯ
เพราะจะได้เสียงที่ชัดเจนและดีขึ้นอีกเยอะ
จริงๆการอัดด้วย mp3 player ก็ใช้ได้แต่ ต้องตั้งไมค์ให้สมดุลย์ ระหว่าง
guitar กับเสียงร้องนะครับ  ลองทำแล้วฟัง แล้วลองเลื่อนตำแหน่งดู
จนกว่าจะออกมาดีที่สุด ส่วนถ้าอยากได้เสียงก้อง ก็ลองไปอัดในห้องน้ำดู
อันนี้เป็นเทคนิดเก่าแก่ที่ใช้กันมานานแล้ว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤศจิกายน 2008 : 12:07:32 โดย โจ๊ก » บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #1 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 15:55:25 »

ท่านพี่...
มันจะยาวประมาณ เชียงราย-สุไหงฯ เลยรึเปล่าไม่รู้
แห่ะ แห่ะ  เดี๋ยวช่วยหานะเจ้าคะ
บันทึกการเข้า
jokeja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:27:38 »

- ทำนองเพลงจะต้องใช้ความรู้สึกทางด้านดนตรีครับ
เหมือนกับที่น้องเขียนบทกวี ต้องใช้ความรู้สึกทางด้านภาษาใช่ไหมครับ
ทำนองเพลงต้องใช้ประสบการณ์พอสมควร อย่างน้อยเราควรจะเล่นเครื่องดนตรี
ให้เป็นเอาไว้ อาจจะเป็น keyboard เล็กๆ หรือ กีต้าร์ เพื่อเอามาเทียบเสียง
และเข้าใจกับระดับเสียง ที่สำคัญต้องบันทึกลงเครื่องบันทึกเสียง เพื่อเก็บไว้ฟัง
ไม่ใช่ พอแต่งเสร็จ ลืมไปแล้วว่าร้องยังไง??
ทำนองเพลงเปล่าสามารถแสดงอารมณ์ได้ บางครั้งแค่หลับตานึกตามทำนองไป
ก็สามารถบอกว่าเพลงนี้เศร้า สนุก มันส์มาก ฯลฯ
ทำนองจะมีท่อนที่เป็นวรรคตอน ส่วนมากมักเรียกเป็นท่อนๆ เช่น
ดาวหลงฟ้า
Verse 1:  ฉันมองไปยังฟากฟ้าไกล......
Verse 2:  ดวงดาราลอยชิดผาชัน.....
Chorus หรือ Hook:  ดาวที่สุดปลายฟ้า.....
Bridge:  โปรดอย่าถาม...
กลับมา Chorus อีกที
อย่างนี้เป็นต้น สังเกตว่าท่อน verse 1 และ 2 จะมีท่วงทำนองที่เหมือนกัน นี่เป็นสิ่งสำคัญ
ไม่งั้นเพลงเราจะเรื่อยๆ ไม่เหมือนกันสักท่อนเลย จำไม่ได้แน่นอนจ้ะ

ถ้าต้องการฝึกแต่ง อาจจะลองแต่เนื้อสวมทับทำนองที่มีอยู่แล้ว เพื่อฝึกการใส่เสียง
ไม่ให้เพี้ยนโน๊ตดนตรี รวมทั้งโน๊ตสั้นยาว เราก็ต้องเลือกคำสั้นยาว <คำเป็น คำตาย> ใส่เช่นกัน

- ถ้าเป็นเพลงละคร ก็มีตัวช่วยเยอะหน่อยคือ บทละครและการแสดงของดารา
ถ้าได้เห็นจะดีมาก เพราะจะทำให้เราคิดเนื้อหาได้ง่ายขึ้นครับ
แต่ส่วนใหญ่จะต้องมีประสบการณ์มาบ้างถึงจะดี บางคนก็ใช้จินตนาการ
หรือ ดูเพื่อนข้างๆ รักบ้าง อกหัก บ้าง  ก็พอได้นะครับ
งานศิลปะไม่ว่าจะเป็นทาง ภาษา ปลายภู่กัน หรือ เสียงดนตรี ฯลฯ
ย่อมต้องแสดงออกทางอารมณ์เป็นสำคัญ และต้องสื่อให้ผู้อื่นรับรู้ได้ก็ยิ่งดี
ไม่ใช่เราทำเองฟังเองชอบเองอย่างเดียว ควรแบ่งปันเพื่อนๆด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤศจิกายน 2008 : 12:24:29 โดย โจ๊ก » บันทึกการเข้า
jokeja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:32:12 »

- การเขียนเพลงพี่ว่าอันดับแรก ต้องทำความเข้าใจกับ สองอย่างคือ
คำร้อง กับ ทำนอง
เราจะทำอย่างไหนก่อน  การแต่งคำร้องก่อนแล้วเอามาใส่ทำนองมักจะทำให้
ทำนองที่ได้ไม่หลากหลาย ซ้ำๆ กัน หรือ ถูกจำกัดด้วยตัวโน๊ตของ วรรณยุกต์ไทย
แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกัน เช่น เดือนเพ็ญ  สายใย ... ส้มตำ หลายๆเพลงมาจากกลอนก่อน
สังเกตุว่าทำนองจะค่อนข้างจะเป็นไทยๆ ไม่เหมือนเพลงฝรั่ง เพราะ วรรณยุกต์จะบังคับโน๊ตให้ไหลไป

- การแต่งทำนองก่อน ต้องมีความรู้ทางดนตรี หรือ ชอบร้องเพลงอยู่บ้าง
ให้เรา ฮัมๆ ทำนองตามอารมณ์ ไปแต่ " ต้องบันทึกลงเทปไว้นะ "
แล้วเราก็เอาทำนองนี้มาเขียนเนื้อใส่ลงไป หรือในขณะฮัมเพลง เกิดมีคำไหนเข้ากับทำนองนั้นพอดี
เราก็เอาคำนั้นมาเป็นหลักก่อนแล้วค่อยเขียนเติมส่วนที่ขาด
อาจจะแต่ง่ทำนองไม่ต้องทั้งหมดก็ได้นะครับ ค่อยทำไป
แต่ถ้าเริ่มต้นอยากจะฝึกเรื่องการใส่คำในทำนอง ก็ให้ใช้เพลง ฝรั่ง หรือ เพลงจีนสากล
ลองใส่เนื้อไทยลงไปดู เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทำนอง อย่ากลัวว่าเพื่อนจะว่านะ เราเอาไว้ฝึกเท่านั้นครับ

-  เพลงที่เราแต่งถ้าสั้นไปลอง
วาง plot เป็น ท่อนๆ นะครับ เช่นเราจะทำเพลงประมาณ 4 ท่อน
เราก็จะวางเรื่องราวไป แล้วนำเอา plot แต่ละอันมาขยายออกมา
ก็จะได้เรื่องราวยาวขึ้นครับ แต่เพลงก็ไม่ควรจะยาวมากนะ เดี๋ยวจะ
จำเนื้อไม่ไหวจ้ะ
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #4 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:44:44 »

มาช่วยโจ๊กอีกแรง
............................................................................................................

ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป้น ครูนะครับ
หรือ Voice trainer ดังนั้นจะไม่อ้างอิงทฤษฏีสักเท่าไหร่
และการให้คำแนะนำเรื่องการร้องเพลง ต้องได้ฟังเสียงผู้ร้อง
ต้องได้ศึกษาเสียงนักร้องนั้นๆก่อน การอธิบายได้ตัวหนังสือคงจะเข้าใจได้ยาก

นักร้องที่ร้องเพลงได้ดี ส่วนใหญ่มักจะเป็นไปโดยการฝึกฝน
แรกเริ่มคือ ฟัง แล้ว เลียนเสียง อันนี้เป็นพฤติกรรมหลัก ก่อนทฤษฏีใดๆ
นักร้องฝรั่งบางคน หรือ นักร้องลูกทุ่งไทย ไม่รู้ทฤษฏีเลย แต่ร้องเพลงยากๆได้
แต่เมื่อมีคนวางพื้นฐานทฤษฏีให้ ก็ถือเป็นข้อดีที่จะทำให้พัฒนาได้เร็วขึ้น
เช่นเดียวกับการเรียนรู้ด้านอื่นๆ

ที่ถามเรื่อง เสียงเล็ก กับ Power การร้อง ควรแยกออกจากกันก่อนนะครับ

เสียง หรือ โทนเสียงเป็น สิ่งที่ติดมากับตัว นั่นคือสิ่งที่ทำให้นักร้องแตกต่างกัน
แต่ถ้าเสียงร้องเมือ่ร้องแล้ว ฟังดูบางๆ น่าจะมาจาก ช่องเสียง
ให้สังเกตุจากนักร้องบางคน เสียงพูดไม่เหมือนกับร้อง เพราะคนละช่องเสียง
แม้กระทั่งเสียงร้องก็มีหลายช่อง การร้องที่ทำให้เสียงเล็ก และ บาง อาจจะ
มาจาก ช่องเสียงที่ผิด การใช้คอมากไป การเอาขึ้นจมูก หรือ นาสิก มากเกินไป
แก้ได้ด้วยการ เข้าใจช่องเสียงคนเราก่อน ซึ่งถ้าต้องการเป็นเร็วจะต้อง
ให้ voice trainer ฟัง แล้วแยกให้เราว่า เสียงที่เราร้องคือช่องไหน เพราะ
ถ้าเป็นผู้เริ่มต้นคงฟังเสียงตัวเองได้ไม่เข้าใจ

เรื่อง power การร้อง ต้องมาดูว่าจุดพลังอยู่ที่ไหน ก็คืออยู่ที่ ลม
สาเหตุที่คนร้องเพลงไม่มีพลัง ก็คือการนำลมมาใช้ไม่ถูก
คำว่าร้องมาจากท้อง ก็คือ ลมที่ส่งมาจากกะบังลม จะเป็นตัวส่งออกมา
ลองส่งเสียงคำว่า อ่ะ อ่ะ เหมือนเวลาเล่นออกกำลัง หรือ กังฟู
จะมีแรงผลักออกมา คนเรามักจะทำโดยกะบังลม
การใช้ลมที่ถูกต้องจะเพิ่ม power ได้ เสียงจะนิ่งขึ้นและ ไม่สั่น
ส่วนการฝึกหัด ทั้งสองเรื่องขอแนะนำหนังสือของ อ.ดุษฏี พนมยงค์
ไม่ทราบว่ายังมีขายหรือเปล่านะครับ
เป็นแบบฝึกหัดที่ดี พร้อม CD ให้ฟังด้วย
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #5 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:45:45 »

เรื่องหนึ่งที่ถามมาคือการที่เป็นนักแต่งเพลงที่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจในฝีมือ

การเชื่อถือและวางใจ หรือ โด่งดังมีชื่อเสียง ส่วนนี้เรากำหนดไม่ได้ครับ
สิ่งที่เราทำได้คือทำงานให้ดีที่สุด ทำแล้วเราต้องรักในงาน
ต้องยืดอกได้ บอกว่า นี่คืองานของเรา แต่ถ้าต้องทำเพื่อ ชื่อเสียง เงินทอง
เป็นหลัก อันนี้ก็ถือเป็น งานประจำ หรือ ธุรกิจดนตรี
เพลงเป็นงานศิลปะ ไม่มีถูกผิด  มีแต่คนชอบ ฟังมาก ฟังน้อย หรือไม่มีคนอยากฟัง
ล้วนสะท้อนจากตัวงานทั้งนั้น
ถ้าเราเอาใจคนฟังมากไป เราก็ขาดความเป็นตัวของตัวเอง
ถ้าเราเอาแต่ใจตัวเอง เราก็ฟังเองคนเดียว หรือ อาจจะมีคนกลุ่มเล็กๆที่ฟังเรา
ถ้าเรามีความพอดี ก็น่าจะดีที่สุด แต่ใครจะบอกได้ว่า นั่นคือพอดีแล้วใช่ไหมล่ะครับ
ทำนอง คำร้อง ดนตรี นักร้อง การตลาด การโปรโมท จังหวะเวลา ความลงตัว ภัยธรรมชาติ ภัยจากเศษรฐกิจ ฯลฯ ทุกๆสิ่ง ต้องมาประกอบกัน
นอกจากนั้นยังต้อง รวมถึง นิสัยใจคอ การวางตัว การช่วยเหลือผู้อื่น ฯลฯ
มีเรื่องราวอีกมากมายครับ

นักร้องต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง
ยิ่งนักร้องชัดเจนเท่าไหร่ เราก็มองเห็นภาพงานของเขาชัดมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง ความต้องการร้องแนวที่เขาต้องการ
ยิ่งถ้าแต่งเพลงได้ด้วยยิ่งดีใหญ่
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เป็นคนดี และตั้งใจทำงาน
ทำงานเพราะรักงาน ไม่ใช่เห็นแก่ชื่อเสียงหรือเงินทองเป็นหลัก
การที่นักร้องจะมีชื่อเสียง เขาจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
ให้กับคนในสังคมด้วย  เพราะ ศิลปินไม่ว่าจะแขนงใด
ล้วนมีอิทธิพลไม่มากก็น้อยกับ เด็กๆ

เรื่องเสียงร้อง นั้น ควรจะร้อง ระดับ ดี
บางครั้งนักร้องที่ดัง ไม่ได้มีทักษะการร้องดีมากนัก
แต่สามารถสื่ออารมณ์และความหมายได้
แก้วเสียง หรือ เนื้อเสียงที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน
มีเสนห์ของเสียง บางคนเสียงแหบ บางคนเสียงใส
บางคนเสียงใหญ่ เล็ก แต่ละคนมีแก้วเสียงต่างกันไป
ดังนั้นการฟังเสียงร้องควร ดูรวมๆทั้งหมดว่าออกมาดีหรือไม่
ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเป็นนักร้องที่เก่งสุดๆ แต่ไม่มีเสน่ห์เลย
บันทึกการเข้า
jokeja
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:46:19 »

- ก. ทางเดินคอร์ด เป็นไปตามลำดับ ตามการเคลื่อนตัวของ โน๊ต ซึ่ง โน๊ตจะต้องมากกว่าสามขึ้นไปถึงจะเป็น chord ได้ progression จะว่ิงตาม scale นะครับ จริงๆ คงต้องว่ากันยาว หรือต้องดูตามตำรา บางครั้ง chord จะเกิดใหม่จากการเคลื่อนตัวของ root ได้ เช่นกัน งง ไหมครับ progression เปลี่ยนได้ แม้ melody จะ fix ไปแล้วครับ
ลองดูการเปลี่ยน chord ของเพลงฝรั่งบางเพลง อย่างพวกที่เอามา cover ใหม่
โดยเฉพาะเพลงที่มาทำเป็น jazz พวกนี้จะเปลี่ยน chord อย่างเด็ดขาด
ซึ่งแนวทาง chord จะบ่งบอกถึง style ได้อีกด้วยนะครับ
เรื่องนี้ยาวมากขอติดไว้ก่อนนะครับ

ทางเดินคอร์ดสามารถเป็นตัวกำหนดอารมณ์เพลงได้ เพราะ chord มี โทนของอารมณ์อยู่ อย่างง่ายที่สุดคือ chord major กับ minor สองอันนี้ก็จะต่างกันทางความรู้สึก ลองเล่น A ตรง กับ Am ลองสักเกตความรู้สึกดูเรารู้สึกอย่างไร
Am จะมีความไม่สดใสในที  มีความเศร้าก็ได้ หรือ ความหม่นๆอยู่  เพลงเศร้าสมัยก่อน หรือ เพลง ballad rock มักจะใช้เป้น chord ขึ้น  chord dim อาจจะให้บรรยากาศฝันๆหน่อย หรือ chord ส่งที่มี tension สูง มักสร้างความอึดอัด เพื่อ release ไปยัง chord ที่เบาขึ้น   พี่ก็พูดไม่ทฤษฏีซะทีเดียว คงเป็นจากประสบการณ์ตัวเองมากกว่า
ลองสังเกตุ sound track เพลง ที่ไม่มี melody มักจะเกิดกลุ่มคอร์ดที่สร้างอารมณ์ทั้งนั้น

ข. อย่างที่เคยบอกครับ แต่งเพลงอาจจะเริ่มจากวิธีไหนก่อนก็ได้ ตามแต่แนวเพลง หรือ ความถนัดของผู้แต่ง จะเริ่มจาก melody, rhythm , chord pattern ก่อนก็ได้ รวมถึงเริ่มจากเนื้อก่อน ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะออกมาดีหรือไม่จนกว่าเสร็จออกมาเป็นเพลง
การแต่งด้วย chord ก่อนจะได้ ชุด chord ที่สวยงาม มี pattern ที่แน่นอน
เพราะบางครั้งเริ่มจาก melody จะทำให้ chord ต้องวิ่งตาม melody ไปบ้าง
การที่ปริญญาลอง ฮัมทำนอง ลงไปใน chord เป็นวิธีที่นักแต่งเพลงหลายคนใช้กัน
เพราะ progression chord ไม่สามารถเป็นลิขสิทธิ์ได้ เราก็จะได้เห็นหลายๆค่ายใช้วิธีเช่นกัน เพราะต้องแต่งเพลงเยอะ วิธีนี้จะประหยัดเวลาได้มาก

ค. ฝรั่งส่วนมากทำ chord ก่อนครับ เขามักจะทำเป็น pattern ชุดๆไปเลย แล้วค่อยมาใส่ melody  chord สามารถจะกำหนดทิศทางของเพลงได้ ช่วงไหน สดใส เศร้า หม่นๆ ตื่นเต้น  น่ากลัว

- ถ้ารู้แค่นี้บางครั้งแต่งๆไปมันเหมือนรู้สึกตันๆเหมือนกันนะครับ  หรือบางทีถ้าแบบไม่มี feeling นี่ก็แต่งไม่ได้เลยอ่ะ ( ถ้าเป็นมืออาชีพจริงๆนี่เขาต้องเหมือนกดปุ่มสั่งได้เลยใช่ไหมพี่  "ขอพรุ่งนี้เช้านะครับ  จะออนแอร์ค่ำๆ" อิอิ เป็นอย่างนี้หรือเปล่าพี่  )

เรื่องตันหรือแต่งไม่ได้นี่เกิดขึ้นได้ครับ หรืออาจจะแต่งได้ แต่ไม่มีอารมณ์เลย
หรือ แต่งเสร็จแล้ว ไม่ค่อยชอบเลย แต่ก็ต้องทำ เพราะ เวลากำหนดมา
โดยเฉพาะเพลงโฆษณา บางชิ้นต้องมีคำบังคับมาเลย เราก็ต้องใส่ลงไปทั้งที่ไม่ชอบ
คงเป็นเรื่องของ หน้าที่การเป็นนักแต่งเพลงอาชีพ คือต้องทำตามลูกค้าต้องการ
แต่เป็นไปได้จริงๆ ก็อย่ารับเลยดีกว่า
ส่วนทำเร็วทำช้า ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ อยู่ที่เราได้สิ่งที่เราต้องการหรือไม่
บางครั้งอัดกีต้าร์อย่างเดียว สองวัน หรือ ร้อง สามวัน (พักนะครับ หายเหนื่่อย หรือ
ได้กลับบ้านไปพัก แล้วค่อยมาร้องใหม่)

หนังสือ arrangement ไทยไม่ค่อยมีเขียนแบบง่ายๆนะครับ
หากลุ่มเพื่อนที่เก่งกันคนละอย่าง แล้วแลกเปลี่ยนกันจะเร็วกว่า
ตอนนี้มี magazine ของพี่โยธิน (ไม่ได้เจอมาสิบปีแย้ว) ชื่อ total sound นะครับ
แล้วก็ sound & stage อีกเล่มก็ดีทีเดียว  ลองหาซื้อดูนะครับ
 
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #7 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:46:36 »

- ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน หรือ Arranger ส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจในทุกเครื่องดนตรี ซึ่งคนเแต่ง ทำนองเพลง หรือ เนื้อร้องจะทำได้แค่ guide คร่าวๆ ส่วน คนเรียบเรียงจะ สร้างโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงการเชื่อมโยง อารมณ์ความรู้สึกของ เนื้อร้อง ทำนอง ออกมากับ ทุกชิ้นที่สอดประสานกัน  นึกง่ายๆ อินโทรเป็นอย่างไร  chord เป็นอย่างไร ท่อนโซโล อะไรโซโล จบอย่างไร  มีเครื่องดนตรีอะไรบ้างในเพลง กลองดีจังหวะอะไร ส่งอย่างไร กีต้าร์ เบส เปียโน ฯลฯ เล่นอย่างไร โทนเสียงเป็นอย่างไร    
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นกับ ความต้องการของเจ้าของเพลงเสมอ...

-เนื้อร้องทำนองอันไหนมาก่อน ไม่มีกฏตายตัวถูกต้องนะคร้าบบ
มีข้อสังเกต
ถ้าเนื้อร้องมาก่อน ทำนองมักออกเป็นไทยเดิมได้ง่าย
เพราะคำไทยมี เสียงวรรณยุกต์กำกับ ซึ่งเป็นทำนองอยู่ไนตัวเอง
ไม่ใช่ว่าไม่ไพเราะ แต่โทนเสียงมักจะเป็นไทย
ถ้าทำนองมากก่อน เพลงจะฟังง่ายขึ้น เพราะฟังแค่ทำนองก็ควรจะเพราะได้
เหมือนเวลาเราฟังเพลงบรรเลง แต่คนเขียนเนื้อต้อง ใส่คำให้ตรงโน๊ตด้วย
ค่ายเพลงใหญ่ๆมักจะ มีสต๊อกของ ทำนองและ เรียบเรียง เก็บไว้เยอะ พร้อมจะส่งให้คนเขียนเนื้อ เขียนให้ ศิลปิน
ทำนอง และ เนื้อมาพร้อมกัน ก็ได้ เช่นเราฮัมเพลงไป พร้อมกับ นึกคำลงไปเลย ส่วนมากมักจะติดปากจากท่อน Hook  หลังจากนั้นค่อยขยายผลไป

-Sound Engineer เป็นผู้ดูแลระบบเสียงมีหลักๆสองส่วน
Tracking Engineer เป็นผู้อัดเสียงเครื่องดนตรี อัดเสียงร้อง
ดูแลการใช้ ไมโครโฟน เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ที่จะทำให้
เสียงถูกบันทึกลง mulittrack tape หรือ digital ได้มีคุณภาพที่สุด
engineer ไม่ได้มีส่วนในการคุมการร้องนะครับ อันนั้นจะเป็นหน้าที่
ของ producer หรือ Vocal producer

Mixdown Engineer: เป็นส่วนเกือบจะสุดท้ายของขบวนการผลิต
เป็นการรวมทุกเสียงที่มีใน Multi Track หรือ ดนตรีและเสียงร้อง
ที่แยกๆกันอยู่  การมิกซ์เป็นส่วนสำคัญที่จะทำลายเพลงได้ แค่
เสียงร้องเบาไปจนฟังไม่ชัดเจน กลองไม่หนักแน่นในเพลงเร็ว
กีต้าร์ไม่แข็งแรงและดังพอในเพลง Rock เสียงร้องไม่ก้องกังวาล
ไม่ใส อู้ๆ ล้วนแต่เกิดจาก Mixdown Engineer ยังมีอีกหลายๆอย่าง
แต่คงเป็นเรื่องลึกเกินไป

Music director หรือ ผู้กำกับดนตรี เหมือนกับผู้กำกับการแสดงครับ
ดูแลในรายละเอียดดนตรี จะเรียบเรียงเอง หรือ ส่งให้คนเรียบเรียงก็ได้
หลักใหญ่จะกำกับ อารมณ์ ของภาพรวม โทนเพลง หรือการ เพิ่มเติม
ท่อนต่างๆ เชื่อมท่อนต่างๆ เพื่อให้เข้ากับ concert หรือ ภาพยนตร์
Music Director มีผลต่องานนั้นๆมาก แม้เพลงเดียวกับ เมือมี Music Di
จะฟังแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน  รวมถึงจิตวิทยาในการ ซ้อมวง
สร้างอารมณ์ให้วงที่จะเล่น ว่าต้องเล่นอย่างไร
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #8 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:47:28 »

คามเจ๋ง มักคู่กับความแพงเสมอ
เอาเป็นว่าต้องดูงบประมาณและกลุ่มดนตรีที่ใช้กัน
เรื่องงบสำคัญครับ  นอกจากชุด Computer แล้ว
ก็คือ SoundCard หรือ Audio interface
โดยปกติจะใช้ SoundCard Onboard อัดได้ง่ายๆ
แต่คุณภาพจะไม่ดีนัก และได้มากสุดแค่ 2 channels
ก็ต้องซื้อเพิ่มครับ มีหลายยี่ห้อที่เป็นที่นิยม
MOTU, RME , M-Audio, Digidesign M-Box (รวม Software protools)
และเลือกที่มี Mic Preamp ในตัวเองด้วยนะครับ

ส่วน Software แล้วแต่จะเลือกใช้
สำคัญคือ ควรมีเพื่อนเล่นด้วยเพราะ เราจะได้ถามเขาได้
ไม่งั้นถ้าตั้งใจจริง ก็ศึกษาเองได้ครับ มีหนังสือเยอะ
Software ที่นิยม
Logic audio (Mac), Cubase, Sonar, Protools, Nuendo

แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียต่างๆกันไป แล้วแต่ความถูกใจครับ
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #9 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:48:20 »

เสียง เพี้ยน (? Out of pitch) เป็นเสียงที่เพี้ยนออกจากทำนองไปมาก
พี่แยกเสียงเพี้ยนให้ฟัง อันนี้แยกเองนะครับ

1. เพี้ยน ธรรมชาติ เป็นเพี้ยนที่บ่งบอกว่าเรายังเป็นมนุษย์ การเพี้ยนทำให้เกิด
อารมณ์ได้ด้วยเช่นกัน เมื่อมีอารมณ์ เศร้าโทนจะ Flat หรือต่ำว่าดนตรี เพลง ร๊อค หรือเพลง สนุก ก็จะมีโทนสูงกว่าดนตรีได้นิดนึง  คำว่านิดที่ว่าคือนิดเดียวจริงๆ ประมาณ 10% ของ ระยะห่าง 1 Semitone

2. เพี้ยน จากหูไม่ดี การร้องเพลงต้องได้ยินคลื่นเสียงทางดนตรี ที่มี Harmonic คือเสียงเชิงซ้อนที่เกิดขึ้น บางคนไปจับเสียงตัวประสาน พี่เคยได้ยิน คนร้องเพลงไม่เป็น แต่ร้องออกมาเป็นเสียงประสานหมดเลย  เป็นหวัดก็ทำให้หูเพี้ยนนะครับ

3. เพี้ยน จากการเปล่งเสียง  เมื่อหูรับฟังถูกต้องแล้ว แต่เป็นคนที่ไม่ได้ฝึก
การร้องเพลงมากพอ เราจึงบังคับเสียงไม่ได้อย่างที่คิด

4. เพี้ยน จากทางเทคนิค อันนี้มักเกิดขึ้นใน เวทีคอนเสิร์ท หรือ ในห้องอัด
เพราะเราต้องใช้การรับฟังแบบป้อนกลับ เสียงที่เราได้ยินจะต้อง
ส่งผ่าน ลำโพง หรือ หูฟัง บางครั้งทำให้ได้ยินเสียงตัวเอง ดังไป หรือเบาไป


Ad-Lib หรือ การ Improvise คือการร้องใส่ทำนองดนตรี หรือ คำร้องเอง
โดยไม่ได้เตรียมมาก่อน แต่สำหรับกรณีนี้จะผ่านการคิดมาแล้ว
ก็คือ Ad-Lib ที่ถูกเตรียมมาก่อน เป็นอะไรที่คิดใหม่ เป็นท่อนร้องใหม่
มักเป็น การร้องเพื่อเพิ่มเติมอารมณ์ ฮู ฮา
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #10 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:53:35 »

โน๊ตตัวเดียว คงทำให้เกิดอารมณ์ใดๆ ได้ยาก
นอกจากหงุดหงิด ยกตัวอย่าง เสียงนกหวีด เสียงออด เสียงเดือน ตุ๊ดๆ (หมายถึงเสียงนะ)
โน๊ตตัวเดียวพวกนี้ มักเอามาเป็นเสียงเรียก
-โน๊ต หลายตัวประกอบเป็น ทำนอง (melody) โน๊ตจะมีหลักการไล่เลียง หรือ โดดสลับ  สูงต่ำ
ซึ่งเป็นขั้นคู่เสียง (interval) ก็จะเกิดอารมณ์หลากหลายได้
-จังหวะของโน๊ตดนตรี (rhythm,Beat) ความสั้นยาว ของโน๊ตก็มีผล ถ้าเร็วก็สนุก ช้าก็สบายๆ หรือเศร้า เป็นต้น
-Chord เป็นส่วนประกอบของ โน๊ต 3 ตัวขึ้นไป มีผลกับบรรยากาศโดยรวม
สังเกตว่า Sound track จะปูพื้นด้วย Chord
ละเอียดกว่านี้คงเข้าใจได้ยากครับ

ส่วนดนตรีบำบัด น่าจะใช้โน๊ดที่วิ่งขึ้นลงในบันไดเสียงที่สบายๆ อย่าง
Major Scale และ จังหวะไม่เร็วนัก และ Chord โปร่ง ไม่มีคู่เสียงที่ใกล้กันมากนัก
................................................................................................................................
C major หมายถึง บันไดเสียง C major ครับ หรือ Scale นั่นเอง
เป็น บันไดเสียงที่ไล่เสียงแบบที่นิยมและได้ยินกันทั่วไปสำหรับผู้เริ่มต้น
C  D  E  F  G  A  B  C  อ่านออกเสียงแบบ Solfege (โซลเฟจ)ว่า
Do Re Mi Fa Sol La Si Do  :  โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด
เหมือนเวลาที่เราชอบร้องกันนั่นเอง
โดยโครงสร้างจะ มีขั้นคู่ที่ห่างกันดังนี้ ใครมี เปียโนหรือ Guitar ลองกดดู
Guitar ก็ให้ไล่ช่องมาเลยไม่ต้องข้ามสายนะครับ

C>D ห่างกัน 1 เสียงเต็ม "whole step" or "whole tone
D>E  ห่างกัน 1 เสียงเต็ม
E>F ห่างกัน ครึ่งเสียง "half step" or "semitone"
F>G ห่างกัน 1 เสียงเต็ม
G>A ห่างกัน 1 เสียงเต็ม
A>B ห่างกัน 1 เสียงเต็ม
B>C ห่างกัน ครึ่งเสียง "half step" or "semitone"

ยากไปหรือเปล่า  
ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Major_scale

ความหมาย:
Solfege (โซลเฟจ) คือการออกเสียงเป็น โด เร มี ฟา ซอล ลา ที ในทุกๆ Key
โดยให้นำเสียงโน๊ตตัวที่หนึ่งของ Key นั้นออกเสียงเป็น โด  หรือ เรียกอีกอย่าง
ว่าการ (Moveable Do) มูฟโด

เรืองนี้เป็นเรื่องทางวิชาการ พี่ไม่ใช่ครูสอนดนตรี
เรื่องทฤษฏีไม่ค่อยถนัด ก็คงบอกได้ประมาณหนึ่งตามความเข้าใจนะครับ
ผิดก็ขออภัย
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #11 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 16:55:25 »

Groove (กรู๊ฟ)
Groove จะเป็นความรู้สึกร่วมกับ จังหวะ (Rhythm)
ซึ่งส่วนที่กำหนดจะเป็น ภาคควบคุมจังหวะ (Rhythm Section)
ของแต่ละ Style เพลง
ส่วนมากความเข้าใจด้านนี้มักจะเกิดขึ้นกับนักดนตรีก่อน
เพราะ การแกะเพลงของนักดนตรีจะฟัง รายละเอียดของ
จังหวะดนตรี และ ตัวโน๊ต เป็นหลัก แต่ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจเสมอไป
ส่วนนักร้องบางทีจะมองข้ามจุดนี้ไปนะครับ

Groove สำคัญอย่างไร
สมัยเด็กๆ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เมืองไทยยังไม่ได้ใช้คำนี้เลยด้วยซ้ำ
จริงๆแล้วมีสำคัญมากๆ โดยเฉพาะเพลงที่มีสัดส่วนชัดเจน
เช่นเพลงจังหวะ Swing หรือ Shuffle  ก็มี Groove ที่แตกต่างจาก
Rock,  Rock มีจังหวะ ตกและยก ที่แข็งแรง ตรงๆ หนักแน่น
ส่วน Swing มีการเคลื่อนที่วิ่งไปข้างหน้าจาก บาร์หนึ่งไปบาร์หนึ่ง
ส่วน Reggae ก็จะมีการเน้นจังหวะที่แตกต่าง โดยเน้น จังหวะที่ 2 และ 4
อารมณ์จังหวะฟัง กลมๆ โยกๆ เพลง Rap HipHop ก็มีพื้นฐานจังหวะ
Reggae ผสมอยู่ไม่น้อย
Groove ยังรวมถึงการเน้นน้ำหนักของจังหวะด้วยนะครับ
การเน้นจังหวะต่างกันก็ทำให้ Groove ต่างกัน
ทั้งหมดนี้ ส่งผลต่อการเริ่มปล่อยคำร้อง การร้องให้ตรง Groove นั้นๆ
การตัดคำ ให้สั้นยาว ส่งผลกับดนตรีแนวนั้นๆ ถ้าทำได้ดี
ก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนักร้องและดนตรี

หลักการนึกถึง Groove ง่ายๆ อย่าเพิ่งร้องเพลง ลองหลับตา
แล้วใช้ความรู้สึก โยกตัวตาม ปล่อยใจไปตามจังหวะ
แล้วเราจะเริ่มเข้าใจ เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว
แต่ถ้าไม่เข้าใจในจังหวะที่ยากและซับซ้อนขึ้น
อาจจะต้องหา MV ดูการโยกตัว โยกศีรษะนักร้อง, นักดนตรีดู
เพราะเรื่องนี้ถ่ายทอดด้วยคำพูดยากจริงๆ น้อ

คำตอบทั้งหมดเขียนจากประสบการณ์
อาจจะใช้คำไม่ถูกนัก หรือ ผิดพลาดบางประการก็ขออภัยด้วยนะจ๊ะ
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #12 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 17:00:07 »

สำหรับการแต่งทำนองคำตอบคงคล้ายกับการทำเพลงบรรเลง

http://www.dreampoem.com/forum/index.php?board=14;action=display;threadid=10420

นั่นคือการ ฮัมเพลงปากเปล่า
ถ้าเล่นเครื่องดนตรีได้จะยิ่งดี หาคอร์ดสวยๆ แล้วฮัมไป
ถ้าฝึกไปเรื่อย ก็อาจจะคิดจังหวะในใจ คิด chord ในใจ แล้วฮัมไป
แต่สำหรับเพลงที่ต้องใส่เนื้อ อาจจะคิดไปพร้อมกันกับเนื้อได้ครับ

ลักษณะการฮัมเพลงอาจจะเหมือนมั่วๆเนื้อแทรกเข้ามาได้
บางทำนองเรารู้สึกอยากร้องคำนี้ ก็ลองปล่อยออกมา แล้วอัดไว้ด้วยนะครับ
จะทำให้ย้อนกลับมาฟังได้ว่าทำอะไรลงไป

อีกอย่างหนึ่งคือ เดี๋ยวนี้จะมี loop เป็นดนตรี วน ประมาณ 4 ห้อง (Bars)
เปิดไปแล้วร้องฮัมๆ ไปก็จะได้ทั้งสัดส่วนและทำนองครับ

พอเข้าใจไหมครับ
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #13 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 17:01:44 »

Audition ใน dictionary แปลว่า ทดสอบการแสดง ครับ
ความหมายตรงตัว เช่น เวลาที่นักดนตรี จะไปสมัครงานที่ผับ หรือ ร้านอาหาร
ก็จะทำการ ออดิชั่น  ก็คือเล่นให้เจ้าของดูว่า เขาจะรับหรือไม่ครับ

ส่วน Alternative กับ Ambient นี่เป็นแนวเพลงครับ
ถ้าจัดกลุ่มประเภทหลัก (Genre)
Alternative จะอยู่ในกลุ่ม Rock
ส่วน Ambient จะอยู่ในกลุ่ม NewAge ครับ
ถ้าอธิบายคงยาวพอสมควร
ลักษณะดนตรีต้องลองหาฟังดู
พี่แนะนำให้กด itune /store แล้วเลือก ตามประเภท Genres
หลังจากนั้นก็ฟังตัวอย่างสั้นๆ ได้ตามสบายเลยครับ

อีกที่หนึ่งที่แนะนำ คือ www.allmusic.com ครับ
บันทึกการเข้า
sjariya
KAI FC
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3288


« ตอบ #14 เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2008 : 17:06:37 »

เรื่องการจดลิขสิทธิ์เพลง ทำได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญาครับ
http://www.ipthailand.org/dip/index.php

ลองโทรถามนะครับ รู้สึกว่าจะต้องเตรียมหลักฐานของเพลงพอสมควรครับ
ได้แก่ CDเพลง โน๊ตเพลง เนื้อเพลง
...............................................................................................................
ช่วยหาแค่นี้นะคะ
                           ......ตาลายแล้วจ้า......
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กาแฟ ร้อยตะวัน กลอน บทกลอน บทกวี ร้อยความฝัน พันจินตนาการ

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2015, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
.::: Theme & Graphic designed by Thanarath Sawasdichai :: www.dreampoem.com supported by Roytawan Coffee :: © 2002-2010 DreamPOEM.COM All Reserved. :::.