ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก


+  ร้อยความฝันพันจินตนาการ
|-+  :: กระดานข่าวกลาง ::
| |-+  คุยกันฉันเพื่อน
| | |-+  กลอนสุนทรภู่
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: กลอนสุนทรภู่  (อ่าน 8665 ครั้ง)
เบน
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 12 มิถุนายน 2003 : 19:52:23 »

อยากได้กลอนสุนทรภู่ ครับ ขอเจ๋งๆ นะ ขอบคุณมาก ครับ
บันทึกการเข้า
ร้อยตะวัน
จิบกาแฟอุ่น...อุ่น...
ผู้ดูแล
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 266


Roytawan


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2003 : 01:11:39 »

  นิราศเมืองแกลง เป็นนิราศเรื่องแรกของสุนทรภู่  แต่งขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๔๙ หลังจากพ้นโทษออกมา เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคต สุนทรภู่ไปเมืองแกลงด้วยสาเหตุใดไม่ทราบชัด บางท่านว่าสุนทรภู่จะไปบวชเพื่อสะเดาะเคราะห์ ประกอบกับอายุครบบวชพอดี แต่เมื่ออ่านในนิราศ ก็ไม่ปรากฎในที่ใดว่าท่านไปบวช  เป็นแต่เพียงมีความตอนหนึ่งว่า:

"ทั้งถือศีลกินเพลเหมือนเช่นบวช เย็นเย็นสวดศักราชศาสนา"

แสดงว่าท่านไม่ได้บวช บางท่านว่าสุนทรภู่ไปหาบิดาเพื่อขอเงินมาแต่งงาน ก็ยิ่งน่าประหลาดใจ เพราะท่านบิดาบวชอยู่ จะเอาเงินที่ไหนมาให้สุนทรภู่ ทั้งมารดาของท่าน ก็เป็นนางนมพระธิดาของพระองค์เจ้าจงกลอยู่ น่าจะช่วยเรื่องเงินทองได้มากกว่า นอกจากนี้ ยังมีความปรากฏในนิราศตอนหนึ่งว่า:

"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"

ทำให้ต้องคิดหนักขึ้นไปอีกว่า ท่านไปด้วยกิจธุระของเจ้านายท่านใดหรือไม่ หรือเจ้านายท่านจะใช้ให้สุนทรภู่ไปหาบิดาด้วยเรื่องอะไร นักศึกษางานของท่านพากันคิดไปได้ร้อยแปด จะอย่างไรก็ดี นิราศเรื่องนี้ก็สนุกสนานน่าติดตามยิ่งนัก ท่านบรรยายถึงเส้นทางการเดินทาง ผ่านสถานที่ต่างๆ แล้วก็พร่ำพรรณนาถึงแม่จันอยู่มิได้ขาด ซึ่งหากสังเกตเปรียบเทียบกับนิราศเรื่องหลังๆ ของท่านจะเห็นได้ชัดว่า มุมมองของท่านที่มีต่อโลก เปลี่ยนไปอย่างไร... เรามาเดินทางสู่เมืองแกลง  ไปพร้อมกับท่านสุนทรภู่ในบัดนี้เถิด


๏ โอ้สังเวชวาสนานิจจาเอ๋ย
จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย
ต้องละเลยดวงใจไว้ไกลตา

ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า
ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา
จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา
ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน

โอ้จำใจไกลนุชสุดสวาท
จึงนิราศเรื่องรักเป็นอักษร
ให้เห็นอกตกยากเมื่อจากจร
ไปดงดอนแดนป่าพนาวัน

กับศิษย์น้องสองนายล้วนชายหนุ่ม
น้อยกับพุ่มเพื่อนไร้ในไพรสัณฑ์
กับนายแสงแจ้งทางกลางอารัญ
จะพากันแรมทางไปต่างเมืองฯ
   
๏ ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน
พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง
ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จำรัสเรือง
แลชำเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ำตา

เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า
จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา
ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา
โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนกำลัง

ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์
สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง
ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง
เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย

ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย
เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส
ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร
ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแพ้วพาน

ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง

โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย
นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์
จะลำบากยากแค้นไปแดนดง
เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือนฯ
   
๏ ถึงย่านยาวดาวคะนองคะนึงนิ่ง
ยิ่งดึกยิ่งเสียใจใครจะเหมือน
พระพายพานซ่านเสียวทรวงสะเทือน
จนเดือนเคลื่อนคล้อยดงลงไรไร

โอ้ดูเดือนเหมือนดวงสุดาแม่
กระต่ายแลเหมือนฉันคิดพิสมัย
เห็นแสงจันทร์อันกระจ่างค่อยสร่างใจ
เดือนครรไลลับตาแล้วอาวรณ์

ถึงอารามนามชื่อวัดดอกไม้
คิดถึงไปแนบทรวงดวงสมร
หอมสุคนธ์ปนกายขจายจร
โอ้ยามนอนห่างนางระคางคาย

ถึงบางผึ้งผึ้งรังก็รั้งร้าง
พี่ร้างนางร้างรักสมัครหมาย
มาแสนยากฝากชีพกับเพื่อนชาย
แม่เพื่อนตายมิได้มาพยาบาล

ถึงปากลัดแลท่าชลาตื้น
ดูเลื่อมลื่นเลนลากลำละหาน
เขาแจวจ้วงล่วงแล่นแสนสำราญ
มาพบบ้านบางระเจ้ายิ่งเศร้าใจ

อนาถนิ่งอิงเขนยคะนึงหวน
จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสมัย
ศศิธรอ่อนอับพยับไพ
ถึงเซิงไทรศาลพระประแดงแรง

ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล
ลือสะท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวกำแหง
ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง
เจ้าจงแจ้งใจภัคนีที

ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิต
ใช่จะคิดอายอางขนางหนี
ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี
ท่านสุขีเถิดข้าขอลาไป

พอแจ่มแจ้งแสงเงินเงาระยับ
ดาวเดือนดับเด่นดวงพระสุริย์ใส
ถึงปากช่องคลองสำโรงสำราญใจ
พอน้ำไหลขึ้นเช้าก็เข้าคลอง

เห็นเพื่อนเรือเรียงรายทั้งชายหญิง
ดูก็ยิ่งทรวงช้ำเป็นน้ำหนอง
ไม่แม้นเหมือนคู่เชยเคยประคอง
ก็เลยล่องหลีกมาไม่อาลัย

กระแสชลวนเชี่ยวเรือเลี้ยวลด
ดูค้อมคดขอบคุ้งคงคาไหล
แต่สาชลเจียวยังวนเป็นวงไป
นี่หรือใจที่จะตรงอย่าสงกา

ถึงด่านทางกลางคลองข้างฝั่งซ้าย
ตะวันฉายแสงส่องต้องพฤกษา
ออกสุดบ้านถึงทวารอรัญวา
เป็นทุ่งคาแฝกแขมขึ้นแกมกัน

ลมระริ้วปลิวหญ้าคาระยาบ
ระเนนนาบพลิ้วพลิกกระดิกหัน
ดูโล่งลิ่วทิวรุกขะเรียงรัน
เป็นเขตคันขอบป่าพนาลัยฯ
   
๏ ถึงทับนางวางเวงฤทัยวับ
เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาศัย
นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ
คราบขี้ไคลคร่ำคร่าดังทาคราม

อันนางในนคราถึงทาสี
ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม
โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม
ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง

ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ
ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง
ต้องลากจุงจ้างควายอยู่รายเรียง

ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด
เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง
บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย

โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง
เห็นนายแสงผู้เป็นใหญ่ก็ใจหาย
นั่งพยุงตุ้งก่านัยน์ตาลาย
เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน

น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ
เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ
นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ
เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง

สงสารแสงแข็งข้อไม่ท้อถอย
พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง
ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง
นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคมฯ
   
๏ จนตกลึกล่วงทางถึงบางโฉลง
เป็นทุ่งโล่งลานตาล้วนป่าแขม
เหงือกปลาหมอกอกกกับกุ่มแกม
คงคาแจ่มเค็มจัดดังกัดเกลือ

ถึงหัวป่าเห็นป่าพฤกษาโกร๋น
ดูเกรียนโกรนกรองกรอยเป็นฝอยเฝือ
ที่กิ่งก้านกรานกีดประทุนเรือ
ลำบากเหลือที่จะร่ำในลำคลอง

ถึงหย่อมย่านบ้านไร่อาลัยเหลียว
สันโดษเดียวมิได้พบเพื่อนสนอง
เขารีบแจวมาในนทีทอง
อันบ้านช่องมิได้แจ้งแห่งตำบล

ถึงคลองขวางบางกระเทียมสะท้านอก
โอ้มาตกอ้างว้างอยู่กลางหน
เห็นแต่หมอนอ่อนแอบอุระตน
เพราะความจนเจียวจึงจำระกำใจ

จะเหลียวซ้ายแลขวาก็ป่าแสม
ตะลึงแลปูเปี้ยวเที่ยวไสว
ระหริ่งเรื่อยเฉื่อยเสียงเรไรไพร
ฤทัยไหวแว่วว่าพะงางาม

ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก
ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขาม
เข้าสร้างศาลเทพาพยายาม
กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา

ตะลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้
โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา
สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา
เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก

โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก
ดูบนบกก็แต่ล้วนลิงแสม
เลียบตลิ่งวิ่งตามชาวเรือแพ
ทำลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน

คำโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ง
เขาว่าลิงจองหองมันพองขน
ทำหลุกหลิกเหลือกลานพาลลุกลน
เขาด่าคนจึงว่าลิงโลนลำพองฯ
   
๏ ถึงชะวากปากคลองเป็นสองแพร่ง
น้ำก็แห้งสุริยนก็หม่นหมอง
ข้างซ้ายมือนั้นแลคือปากตะครอง
ข้างขวาคลองบางเหี้ยทะเลวน

ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ
ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์
เขาหุงหาอาหารให้ตามจน
โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ

จะกลืนข้าวคราวโศกในทรวงเสียว
เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบศอ
ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ
กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ

พอฟ้าคล้ำค่ำพลบลงหรบรู่
ยุงออกฉู่ชิงพลบตบไม่ไหว
ได้รับรองป้องกันเพียงควันไฟ
แต่หายใจมิใคร่ออกด้วยอบอาย

โอ้ยามยากจากเมืองแล้วลืมมุ้ง
มากรำยุงเวทนาประดาหาย
จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย
แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา

พอน้ำตึงถึงเรือก็รีบล่อง
เข้าในคลองคึกคักกันนักหนา
ด้วยมืดมัวกลัวตอต้องรอรา
นาวามาเรียงตามกันหลามทาง

ถึงบางบ่อพอจันทร์กระจ่างแจ้ง
ทุกประเทศเขตแขวงนั้นกว้างขวาง
ดูดาวดาษกลาดฟ้านภาภางค์
วิเวกทางท้องทุ่งสะท้านใจ

ดูริ้วริ้วลมปลิวที่ปลายแฝก
ทุกละแวกหวาดหวั่นอยู่ไหวไหว
รำลึกถึงขนิษฐายิ่งอาลัย
เช่นนี้ได้เจ้ามาด้วยจะดิ้นโดย

เห็นทิวทุ่งวุ้งเวิ้งให้หวั่นหวาด
กัมปนาทเสียงนกวิหคโหย
ไหนจะต้องละอองน้ำค้างโปรย
เมื่อลมโชยชื่นนวลจะชวนเชย

โอ้นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตก
ด้วยแนบอกมิได้แนบแอบเขนย
ได้หมอนข้างต่างน้องประคองเกย
เมื่อไรเลยจะได้คืนมาชื่นใจฯ

๏ ถึงหย่อมย่านบ้านระกาดต้องลงถ่อ
ค่อยลอยรอเรียงลำตามน้ำไหล
จนล่วงเข้าหัวป่าพนาลัย
ล้วนเงาไม้มืดคล้ำในลำคลอง

ระวังตัวกลัวตอตะเคียนขวาง
เป็นเยี่ยงอย่างผู้เฒ่าเล่าสนอง
ว่าผีสางสิงนางตะเคียนคะนอง
ใครถูกต้องแตกตายลงหลายลำ

พอบอกกันยังมิทันจะขาดปาก
เห็นเรือจากแจวตรงหลงถลำ
กระทบผางตอนางตะเคียนดำ
ก็โคลงคว่ำล่มลงในคงคา

พวกเรือพี่สี่คนขนสยอง
ก็เลยล่องหลีกทางไปข้างขวา
พ้นระวางนางรุกขฉายา
ต่างระอาเห็นฤทธิ์ประสิทธิ์จริง

ขอนางไม้ไพรพฤกษ์เทพารักษ์
ขอฝากภัคนีน้อยแม่น้องหญิง
ใครสามารถชาติชายจะหมายชิง
ให้ตายกลิ้งลงเหมือนตอที่ตำเรือ

จนล่วงล่องมาถึงคลองที่คับแคบ
ไม่อาจแอบชิดฝั่งระวังเสือ
ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลัดดาเครือ
ค่อยรอเรือเรียงล่องมานองเนือง

ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ
สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง
เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง
ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม

ถึงบางสมัครเหมือนพี่รักสมัครมาด
มาแคล้วคลาดมิได้อยู่กับคู่สม
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์
จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ

แสนกันดารบ้านเมืองไม่แลเห็น
ยะเยือกเย็นหย่อมหญ้าพฤกษาไสว
โอ้คลองเปลี่ยวพี่ก็เปล่าเศร้าฤทัย
จะถึงไหนก็ไม่แจ้งแห่งสำคัญ

ประจวบจนถึงตำบลบ้านมะพร้าว
พอฟ้าขาวขอบไพรเสียงไก่ขัน
เป็นที่กุมภาพาลชาญฉกรรจ์
ให้หวาดหวั่นรีบมาในสาชล

ถึงบางวัวเห็นแต่ศาลตระหง่านง้ำ
ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน
ดาวเดือนดับลับเมฆเป็นหมอกมน
สุริยนเยี่ยมฟ้าพนาลัย

พอเรือออกนอกชะวากปากตะครอง
ค่อยลอยล่องตามลำแม่น้ำไหล
ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจ
เป็นพงไพรฝูงนกวิหคบินฯ
   
๏ ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น
ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์
แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน
เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตลบไป

เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ่
ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย
เกเลเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย
ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย

พอพ้นบ้านลานแลดูปากช่อง
เห็นทิวท้องสมุทรไทน่าใจหาย
แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย
ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน

ไปตามช่องล่องออกไปนอกรั้ว
เห็นเมฆมัวลมแดงดังแสงเสน
สักประเดี๋ยวเหลียวดูลำพูเอน
ยอดระเนนนาบน้ำอยู่รำไร

ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว
ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว
จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล
คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือกำลัง

สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น
เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง
น้ำจะพัดปัดตีไปสีชัง
แล้วคุ้มคลั่งเงี่ยนยาทำตาแดง

ปลอบเจ้าพุ่มพึมพำว่ากรรมแล้ว
อุตส่าห์แจวเข้าเถิดพ่อให้ข้อแข็ง
สงสารน้อยหน้าจ๋อยนั่งจัดแจง
คิดจะแต่งตัวตายไม่พายเรือ

พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง
แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ
เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ
คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย

เห็นจวนจนบนเจ้าเขาสำมุก
จงช่วยทุกข์ถึงที่จะทำถวาย
พอขาดคำน้ำขึ้นทั้งคลื่นคลาย
ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา

หยุดตะพานย่านกลางบางปลาสร้อย
พุ่มกับน้อยสรวลสันต์ต่างหรรษา
นายแสงหายคลายโทโสที่โกรธา
ชักกัญชานั่งกริ่มยิ้มละไม

แล้วหุงหาอาหารสำราญรื่น
จนเที่ยงคืนขึ้นศาลาได้อาศัย
ฟังเสียงคลื่นครื้นครั่นสนั่นไป
ดูมือในเมฆานภาภางค์

พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร
ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟ้าขวาง
เป็นฟองฟุ้งรุ่งเรืองอยู่รางราง
กระเด็นพร่างพรายพราวราวกับพลอย

เห็นคล้ายคล้ายปลาว่ายเฉวียนฉวัด
ระลอกซัดสาดกระเซ็นขึ้นเต้นหยอย
ฝูงปลาใหญ่ไล่โลดกระโดดลอย
น้ำก็พลอยพร่างพร่างกลางคงคาฯ
   
๏ แลทะเลแล้วก็ให้อาลัยนุช
ไม่สร่างสุดโศกสิ้นถวิลหา
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา
เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล

ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ
พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ
สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย

อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน
ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย
 เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน

อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ
ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล
ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม

จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป
แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม
จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม
ใครขืนทำก็ระทมด้วยเพลิงลาม

โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่
ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม
หรือต้องสาปบาปหลังยังติดตาม
ผู้หญิงงามจึงไม่มีปรานีเลย

จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ
สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย
เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย
โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ำไป

พลางรำพึงถึงทางที่กลางเถื่อน
จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศัย
มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย
สำนักในคูหาขุนจ่าเมืองฯ
   
๏ ใครพบพักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ
จะดูรูปตัวเองก็ผอมเหลือง
ซังตายชื่นฝืนฤทัยให้ประเทือง
เที่ยวชำเลืองแลชมตลาดเรียง

เป็นสองแถวแนวถนนคนสะพรั่ง
บ้างยืนบ้างนั่งร้านประสานเสียง
ดูรูปร่างนางบรรดาแม่ค้าเคียง
เห็นเกลี้ยงเกลี้ยงกล้องแกล้งเป็นอย่างกลาง

ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า
หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง
พวกเจ๊กจีนสินค้าเอามาวาง
มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง

ที่ชายผ้าหน้าถังก็เปิดโถง
ล้วนเบี้ยโป่งหญิงชายมาจ่ายของ
สักยี่สิบหยิบออกเป็นกอบกอง
พี่เที่ยวท่องทัศนาจนสายัณห์

ดูก็งามตามประสาพนาเวศ
ไม่นวลเนตรเหมือนหนึ่งในไอศวรรย์
แต่แรมค้างบางปลาสร้อยได้สามวัน
ก็ชวนกันเลยลาขุนจ่าเมือง

พอฟ้าขาวดาวเดือนลงเลื่อนลด
อร่ามรถสุริยาเวหาเหลือง
จากเคหาชลนาพี่นองเนือง
ขืนประเทืองปล้ำทุกข์มาตามทาง

พอพ้นบ้านลานแลล้วนทุ่งเลี่ยน
หนทางเตียนตัดเข้าภูเขาขวาง
ดูกรวดทรายพรายงามเหมือนเงินราง
หยาดน้ำค้างข้อหลุมที่ขุมควาย

ดูสีขาวราวกับน้ำตาลโตนด
ที่หว่างโขดขอบผาศิลาฉลาย
ริมทางเถื่อนเรือนเหย้ามีรายราย
เห็นฝูงควายปล่อยเกลื่อนอยู่กลางแปลง

ถึงหมองมนมีตำบลชื่อบ้านไร่
เขาถากไม้ทุกประเทศทุกเขตแขวง
ต้องเดินเฉียงเลี่ยงลัดตัดทแยง
ตามนายแสงนำทางไปกลางไพร

กำดัดแดดแผดร้อนทุกขุมขน
ไม่มีต้นพฤกษาจะอาศัย
ล้วนละแวกแฝกคาป่ารำไร
จนสุดไร่เลียบริมทะเลมา

ตะวันคล้อยหน่อยหนึ่งถึงบางพระ
ดูระยะบ้านนั้นก็แน่นหนา
พอพบเรือนเพื่อนชายชื่อนายมา
เขาโอภาต้อนรับให้หลับนอนฯ

๏ พอรุ่งแสงสุริยาลีลาลาศ
ลงเลียบหาดหวนคะนึงถึงสมร
เห็นกรวดทรายชายทะเลชโลทร
ละเอียดอ่อนดังละอองสำลีดี

ดูกาบหอยรอบคลื่นกระเด็นสาด
ก็เกลื่อนกลาดกลางทรายประพรายสี
เป็นหลายอย่างลางลูกก็เรียวรี
โอ้เช่นนี้แม่มาด้วยจะดีใจ

จะเชยชมก้มเก็บไปกลางหาด
เห็นประหลาดก็จะถามตามสงสัย
พี่ไม่รู้ก็จะชวนสำรวลไป
ถึงเหนื่อยใจจะค่อยเบาบรรเทาคลาย

โอ้ยามนี้พี่เห็นแต่พักตร์เพื่อน
ไม่ชื่นเหมือนสุดสวาทที่มาดหมาย
กลั้นน้ำตามาจนสุดที่หาดทราย
เห็นเรือรายโรงเรียงเคียงเคียงกัน

อันชื่อนี้ศรีมหาราชาชาติ
ขึ้นจากหาดเข้าป่าพนาสัณฑ์
ค่อยเลียบเดินเนินโขดสิงขรคัน
เสียงจักจั่นแซ่เซ็งวังเวงใจ

สองข้างทางนางไม้ไพรสงัด
ไม่แกว่งกวัดก้านกิ่งประวิงไหว
เย็นระรื่นชื่นชุ่มชอุ่มใบ
หนาวฤทัยโทมนัสระมัดกาย

เสียงนกร้องก้องกู่กันกลางป่า
ฟังภาษาสัตว์ไพรก็ใจหาย
จนออกดงลงเดินเนินสบาย
ค่อยเคลื่อนคลายรอเรียงมาเคียงกัน

ถึงเขาขวางว่างเวิ้งชะวากวุ้ง
เขาเรียกทุ่งสงขลาพนาสัณฑ์
เป็นป่ารอบขอบเขินเนินอรัญ
นกเขาขันคู่เรียกกันเพรียกไพร

บ้างถาบถาพาคู่ลงฟุบฝุ่น
เห็นคนผลุนโผผินบินไถล
บ้างก่งคอคูคูกุกกูไป
ฝูงเขาไฟฟุบแฝงที่แฝกฟาง

โอ้ปักษีมีคู่ที่ชูชื่น
สำราญรื่นปกปิดด้วยปีกหาง
พี่เปลี่ยวใจอายนกเพราะห่างนาง
มาเดินกลางดงแดนแสนกันดาร

แล้วรีบรุดไปจนสุดที่ทิวทุ่ง
ถึงบางละมุงพบน้ำลำละหาน
เป็นประเทศเขตนิคมกรมการ
มีเรือนบ้านแออัดทั้งวัดวา

น้ำตาตกอกโอ้อนาถเหนื่อย
ให้มึนเมื่อยขัดข้องทั้งสองขา
ลงหยุดหย่อนผ่อนนั่งที่ศาลา
ต่างระอาอ่อนจิตระอิดแรง

ลงอาบน้ำลำห้วยพอเหนื่อยหาย
แต่เส้นสายรุมรึงให้ขึงแข็ง
สลดใจเห็นจะไม่ถึงเมืองแกลง
แต่นายแสงวอนว่าให้คลาไคล

พี่ดูดวงสุริย์ฉายก็บ่ายคล้อย
ชวนพุ่มน้อยจากศาลาที่อาศัย
ออกพ้นย่านบ้านบางละมุงไป
ค่อยคลายใจจรเลียบชลามาฯ
   
๏ ในกระแสแลล้วนแต่โป๊ะล้อม
ลงอวนอ้อมโอบสกัดเอามัจฉา
โอ้คิดเห็นเอ็นดูหมู่แมงดา
ตัวเมียพาผัวลอยเที่ยวเล็มไคล

เขาจับตัวผัวทิ้งไว้กลางน้ำ
ระลอกซ้ำสาดซัดให้ตัดษัย
พอเมียตายฝ่ายผัวก็บรรลัย
โอ้เหมือนใจที่พี่รักภัคินี

แม้น้องตายพี่จะวายชีวิตด้วย
เป็นเพื่อนม้วยมิ่งแม่ไปเมืองผี
รำจวนจิตคิดมาในวารี
จนถึงที่ศาลาบ้านนาเกลือ

หยุดประทับดับดวงพระสุริย์แสง
ยิ่งโรยแรงร้อนรนนั้นล้นเหลือ
จะเคี้ยวข้าวตละคำเอาน้ำเจือ
พอกลั้วเกลี้อกล้ำกลืนค่อยชื่นใจ

ทั้งล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อนนอนสนิท
จนอาทิตย์แย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
อนสะอื้นตื่นตายังอาลัย
รำจวนใจจรจากศาลามา

เข้าเดินดงพงชัฏสงัดเงียบ
เย็นยะเยียบน้ำค้างพร่างพฤกษา
ออกชะวากปากทุ่งพัทยา
นายแสงพาเลี้ยวหลงที่วงเวียน

บุกละแวกแฝกแขมแอร่มรก
กับกอกกสูงสูงเสมอเศียร
ด้วยน้ำฝนล้นลงหนทางเกวียน
ขึ้นโขดเตียนตอกรอกยอกระยำ

กลัวปลิงเกาะเลาะลัดตัดเขมร
ลงลุยเลนพรวดพราดพลาดถลำ
ถึงแนวน่องย่องก้าวเอาเท้าคลำ
แต่ท่องน้ำอยู่จนเที่ยงจึงพบทาง

พอยกเท้าก้าวเดินบนเนินแห้ง
ทั้งขาแข้งเข่าข้อให้ขัดขวาง
เจ็บระบมคมหญ้าคาระคาง
ค่อยย่องย่างเหยียบฝุ่นให้งุนโงง

เห็นพฤกษาไม้มะค่ามะขามข่อย
ทั้งไทรย้อยยอดโยนโดนตะโขง
เหมือนไม้ดัดจัดวางข้างพระโรง
เป็นพุ่มโพรงสาขาน่าเสียดาย

เดินพินิจเหมือนคิดสมบัติบ้า
จะใคร่หาต้นไม้เข้าไปถวาย
นี่เหน็ดเหนื่อยเลื่อยล้าบรรดาตาย
แสนเสียดายดูเดินจนเกินไป

ถึงท้องธารศาลเจ้าริมเขาขวาง
พอได้ทางลงมหาชลาไหล
เข้าถามเจ๊กลูกจ้างตามทางไป
เป็นจีนใหม่อ้อแอ้ไม่แน่นอน

ร้องไล้ขื่อมือชี้ไปที่เขา
ก็ดื้อเดาเลียบเดินเนินสิงขร
ศิลาแลเป็นชะแง่ชะงักงอน
บ้างพรุนพรอนแตกกาบเป็นคราบไคล

ต้องเลี่ยงเลียบเหยียบยอกเอาปลาบแปลบ
ถึงที่แคบเป็นเขินเนินไศล
ค่อยตะกายป่ายปีนเปะปะไป
จะขาดใจเสียด้วยเหนื่อยทั้งเมื่อยกาย

ถึงที่โขดต้องกระโดดขึ้นบนแง่
ก่นเอาแม่จีนใหม่นั้นใจหาย
บอกว่าใกล้ไกลมาบรรดาตาย
ทั้งแค้นนายแสงนำไม่จำทาง

ทำซมเซอะเคอะคะมาปะเขา
แต่โดยเมากัญชาจนตาขวาง
แกไขหูสู้นิ่งไปตามทาง
ถึงพื้นล่างแลลาดล้วนหาดทราย

ต่างโหยหิวนิ่วหน้าสองขาแข็ง
ในคอแห้งหอบรนกระหนกระหาย
กลืนกระเดือกเกลือกลิ้นกินน้ำลาย
เจียนจะตายเสียด้วยร้อนอ่อนกำลัง

น้ำก็นองอยู่ในท้องชลาสินธุ์
จะกอบกินเค็มขมไม่สมหวัง
เหมือนไร้คู่อยู่ข้างกำแพงวัง
จะเกี้ยวมั่งก็จะเฆี่ยนเอาเจียนตาย

ทั้งนี้เพราะเคราะห์กรรมกระทำไว้
นึกอะไรจึงไม่สมอารมณ์หมาย
แล้วปลอบน้องสองราปรีชาชาย
มาถึงท้ายทิวป่านาจอมเทียน

เห็นบ่อน้ำร่ำดื่มเอาโดยอยาก
พออ้าปากเหม็นหืนให้คลื่นเหียน
ค่อยมีแรงแข็งใจไปทางเกวียน
ไม่แวะเวียนเดาเดินดำเนินไปฯ
   
๏ ถึงห้วยขวางตัดทางเข้าไต่ถาม
พบขุนรามเรียกหาเข้าอาศัย
กินข้าวปลาอาหารสำราญใจ
เขาแต่งให้หลับนอนผ่อนกำลัง

สงสารแสงแสนสุดเมื่อหยุดพัก
เฝ้านั่งชักกัญชากับตาสัง
เสียงขาคะอยู่จนพระเคาะระฆัง
ต่างร่ำสั่งฝากรักกันหนักครัน

แสนวิตกอกพี่เมื่ออ้างว้าง
ถามถึงทางที่จะไปในไพรสัณฑ์
ชาวบ้านบอกมรคาว่ากว่าพัน
สะกิดกันแกล้วกล้าเป็นน่ากลัว

ยิ่งหวาดจิตคิดคุณพระชินสีห์
กับชนนีบิตุเรศบังเกิดหัว
ข้าตั้งใจไปหาบิดาตัว
ให้พ้นชั่วที่ชื่อว่าไภยันต์

อธิษฐานแล้วสะท้านสะท้อนอก
สำเนียงนกเพรียกไพรทั้งไก่ขัน
เมฆแอร่มแย้มแยกแหวกตะวัน
ก็ชวนกันอำลาเขาคลาไคล

เขม้นเมินเดินตรงเข้าดงดึก
ดูซึ้งซึกมิได้เห็นพระสุริย์ใส
เสียงฟ้าร้องก้องลั่นสนั่นไพร
ไม้ไหวไหวเหลียวหลังระวังคอย

สงัดเงียบเยียบเย็นยะเยือกอก
น้ำค้างตกหยดเหยาะลงเผาะผอย
พฤกษาสูงยูงยางสล้างลอย
ดูชดช้อยชื่นชุ่มชอุ่มใบ

ถึงปากช่องหนองชะแง้วเข้าแผ้วถาง
แม้นค่ำค้างอรัญวาได้อาศัย
เป็นที่ลุ่มขุมขังคงคาลัย
วังเวงใจรีบเดินไม่เมินเลย

หนทางรื่นพื้นทรายละเอียดอ่อน
ในดงดอนดอกพะยอมหอมระเหย
หายละหวยด้วยพระพายมาชายเชย
ชะแง้เงยแหงนทัศนามา

ถึงบางไผ่ไม่เป็นไผ่เป็นไพรชัฏ
แสนสงัดเงียบในไพรพฤกษา
ต้องข้ามธารผ่านเดินเนินวนา
อรัญวาอ้างว้างในกลางดง

ถึงพงค้อคอเขาเป็นโขดเขิน
ต้องขึ้นเนินภูผาป่าระหง
ส่งกระทั่งหลังโคกเป็นโตรกตรง
เมื่อจะลงก็ต้องวิ่งเหมือนลิงโลน

ไต่ข้ามห้วยเหวผาจนขาขัด
ต้องกำดัดวิ่งเต้นดังเล่นโขน
ทั้งรากยางขวางโกงตะโขงโคน
สะดุดโดนโดดข้ามไปตามทางฯ

๏ ถึงพุดรสาครเป็นพวยพุ
น้ำทะลุออกจากชะวากขวาง
ดูซึ้งใสไหลเชี่ยวเป็นเกลียวกลาง
สไบบางชุบซับกับอุรา

แล้วขึ้นเนินเดินในดงไม้หอม
สะพรั่งพร้อมปรูปรายปฤษณา
ยามพระพายชายเชยรำเพยมา
หอมบุปผารื่นรื่นชื่นอารมณ์

เหมือนกลิ่นปรางนางปนสุคนธ์รื่น
คิดถึงคืนเคียงน้องประคองสม
ถอนสะอื้นยืนเด็ดลำดวนดม
พี่นึกชมต่างนางไปกลางไพร

ถึงห้วยอีร้าแลระย้าล้วนสายหยุด
ดอกนั้นสุดที่จะดกดูไสว
กะมองกะเมงนมแมวเป็นแถวไป
ล้วนลูกไม้กลางป่าทั้งหว้าพลอง

สะท้อนหล่นใต้ต้นออกเกลื่อนกลิ้ง
ฝูงค่างลิงกินเล่นเป็นเจ้าของ
ต่างเก็บเคี้ยวเปรี้ยวปรายเสียก่ายกอง
แต่โดยลองเลือกชิมจนอิ่มไป

ถึงโตรกตรวยห้วยพระยูนจะหยุดร้อน
เห็นแรดนอนอยู่ในดงให้สงสัย
เรียกกันดูด้วยไม่รู้ว่าสัตว์ใด
เห็นหน้าใหญ่อย่างจระเข้ตะคุกตัว

มันเห็นหน้าทำตากระปริบนิ่ง
เห็นหลายสิ่งคอคางทั้งหางหัว
รู้ว่าแรดกินหนามให้คร้ามกลัว
ขยับตัววิ่งพัลวันไปฯ
   
๏ ครู่หนึ่งถึงชะวากชากลูกหญ้า
ล้วนพฤกษายางยูงสูงไสว
แต่ล้วนทากตะเละลำรำพูไพร
ไต่ใบไม้ยูงยางมากลางแปลง

กระโดดเผาะเกาะผับกระหยับคืบ
ถีบกระทืบมิใคร่หลุดสุดแสยง
ปลดที่ตีนติดขาระอาแรง
ทั้งขาแข้งเลือดโซมชะโลมไป
 
ออกเดินถี่หนีทากถึงชากขาม
เป็นสนามน้ำท่าได้อาศัย
เห็นรอยคนแรมค้างอยู่กลางไพร
ขึ้นต้นไม้หักรังไว้เรียงราย

เห็นลิงค่างบ่างชะนีวะหวีดโหวย
กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย
เสียงผัวผัวตัวเมียเที่ยวโยนกาย
เห็นคนอายแอบอิงกับกิ่งยาง

โอ้ชะนีเวทนาเที่ยวหาผัว
เหมือนตัวพี่จากน้องให้หมองหมาง
ชะนีเพรียกเรียกชายอยู่ปลายยาง
 พี่เรียกนางนุชน้องอยู่ในใจ

เห็นป่าสูงฝูงนกในดงดึก
หวนระลึกถึงสุดาน้ำตาไหล
จักจั่นร้องพร้องเพราะเสนาะไพร
ทั้งเสียงไก่เถื่อนขันสนั่นเนิน

พฤกษาเบียดเสียดสีดังปี่แก้ว
วิเวกแว่วหว่างลำเนาภูเขาเขิน
สดับฟังวังเวงเป็นเพลงเพลิน
ต้องรีบเดินโดยด่วนด้วยจวนเย็น

ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล
คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น
มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น
บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม

ขืนอารมณ์ชมเชยเลยลีลาศ
พระพายพาดพัดเรื่อยมาเฉื่อยฉ่ำ
ทั้งสองข้างมรคาป่าระกำ
สล้างลำแลสลับอยู่กับกอ

หอมบุปผาสาโรชมารื่นรื่น
ต่างหยุดยืนใจหายเสียดายหนอ
แม้นอยู่เคียงเวียงชัยเห็นไม่พอ
จะตัดต่อเรือแล่นเล่นตามกัน

ทลายลูกสุกแลดูแออัด
เอาดาบตัดชิมไปในไพรสัณฑ์
มันแสนเปรี้ยวเบี้ยวหน้าเข้าหากัน
ออกเข็ดฟันเป็นจะตายด้วยรายชิมฯ
   
๏ ถึงห้วยพร้าวเท้าเมื่อยออกเลื่อยล้า
เห็นผิดฟ้าฝนย้อยลงหยิมหยิม
สุริย์ฉายบ่ายเยื้องเมืองประจิม
อุระปิ้มศรปักสลักทรวง

ออกเดินรีบถีบถอนไปทุกย่าง
กลัวจะค้างค่ำลงในดงหลวง
ด้วยครื้นครึกพฤกษาลดาพวง
ไม่เห็นดวงสุริยาเวลาไร

พอเต็มตึงถึงสุนัขกะบากนั้น
รอยเขาฟันพฤกษาอยู่อาศัย
เห็นรอยคนปนควายค่อยคลายใจ
รู้ว่าใกล้ออกดงเดินตะบึง

แต่ย่างย้ายทรายฝุ่นขยุ่นยุบ
ยิ่งเหยียบฟุบขาแข็งให้แข็งขึง
ยิ่งจวนเย็นเส้นสายให้ตายตึง
ดูเหมือนหนึ่งเหยียบโคลนให้โอนเอน

ออกปากช่องท้องทุ่งที่ตลิ่ง
ต่างเกลือกกลิ้งลงทั้งรกถกเขมร
ด้วยล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อนนอนระเนน
จนสุริเยนทร์ลับไม้ชายทะเล

ผลัดกันทำย่ำเหยียบแล้วยืนหยัด
กระดูกดัดผัวะเผาะให้โผเผ
ค่อยย่างเท้าก้าวเขยกดูเกกเก
ออกโซเซเดินข้ามตามตะพาน

เป็นทุ่งแถวมีแนวแม่น้ำอ้อม
ระยะหย่อมเคหาน่าสนาน
เป็นเนินสวนล้วนเหล่ามะพร้าวตาล
เข้าลับบ้านทับม้าลีลาไป

พอสิ้นดงตรงบากออกปากช่อง
ถึงระยองเหย้าเรือนดูไสว
แวะเข้าย่านบ้านเก่าค่อยเบาใจ
เขาจุดไต้ต้อนรับให้หลับนอน

ฝ่ายนายแสงถึงตำแหน่งสำนักน้อง  
เขายิ้มย่องชมหลานคลานสลอน
พี่ว้าเหว่เอกาอนาทร
ด้วยจะจรต่อไปเป็นหลายคืน

ครั้นรุ่งเช้าเท้าบวมทั้งสองข้าง
จะย่องย่างสุดแรงจะแข็งขืน
อยู่ระยองสองวันสู้กลั้นกลืน
ค่อยแช่มชื่นชวนกันว่าจะคลาไคล

นายแสงหนีลี้หลบไม่พบเห็น
โอ้แสนเข็ญคิดน่าน้ำตาไหล
น้อยหรือเพื่อนเหมือนจะร่วมชีวาลัย
มาสูญใจจำจากเมื่อยากเย็น

จึงกรวดน้ำร่ำว่าต่ออาวาส
อันชายชาตินี้หนอไม่ขอเห็น
มาลวงกันปลิ้นปลอกหลอกทั้งเป็น
จะชี้เช่นชั่วช้าให้สาใจ

เดชะสัตย์อธิษฐานประจานแจ้ง
ให้เรียกแสงเทวทัตจนตัดษัย
เหมือนชื่อตั้งหลังพิหารเขียนถ่านไฟ
ด้วยน้ำใจเหมือนมินหม้อทรชน

แล้วชวนสองน้องรักร่วมชีวิต
ให้เปลี่ยวจิตไม่แจ้งรู้แห่งหน
จากระยองย่องตามกันสามคน
เลียบถนนคันนาป่ารำไรฯ
   
๏ ถึงบ้านนาตาขวัญสำคัญแน่
เห็นยายแก่แวะถามตามสงสัย
เขาชี้นิ้วแนะทิวหนทางไป
ประจักษ์ใจจำแน่ดำเนินมา

ถึงบ้านแสงทางแห้งเห็นทุ่งกว้าง
เฟื่อนหนทางทวนทบตลบหา
บุกละแวกแฝกแขมกับหญ้าคา
จนแดดกล้ามาถึงย่านบ้านตะพง

มีเคหาอารามงามระรื่น
ด้วยพ่างพื้นพุ่มไม้ไพรระหง
ตัดกระพ้อห่อได้ทุกไร่กง
พี่หลีกลงทางทุ่งกระทอลอ

เห็นสาวสาวชาวไร่เขาไถที่
บ้างพาทีอือเออเสียงเหนอหนอ
แลขี้ไคลใส่ตาบเป็นคราบคอ
ผ้าห่มห่อหมากแห้งตาแบงมาน

พี่สู้เมินเดินตรงเข้าดงสูง
เสียงนกยูงเบญจวรรณขึ้นขันขาน
คิดถึงน้องหมองใจอาลัยลาน
แม้นแจ้งการว่าพี่จากอยุธยา

จะเศร้าสร้อยคอยท่าเป็นทุกข์ร้อน
ถึงยามนอนยามกินถวิลหา
พี่ก็แสนสุดยากลำบากมา
ทั้งเดินป่าปิ้มกายจะวายวาง

ต้องเวียนวงหลงทบตลบเลี้ยว
ด้วยรกเรี้ยวห้วยหนองเป็นคลองขวาง
ระหกระเหินเดินภาวนาพลาง
พอพบทางลงถึงท้องทะเลวน

เสียงพิลึกครึกครึ้มกระหึ่มคลื่น
ร่มระรื่นรุกขาพฤกษาสน
เหล่าต้นโปลงโกงกางกิ่งพิกล
สล้างต้นเต็งตั้งสะพรั่งตา

ถึงปากช่องคลองกรุ่นเห็นคลองกว้าง
มีโรงร้างเรียงรายชายพฤกษา
เป็นชุมรุมหน้าน้ำเขาทำปลา
ไม่รอรารีบเดินดำเนินพลาง

ถึงศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด
เลียบลีลาศขึ้นตามช่องที่คลองขวาง
ถึงบ้านแกลงลัดบ้านไปย่านกลาง
เห็นฝูงนางสานเส
บันทึกการเข้า

“จิบกาแฟอุ่นๆ ไอความรักยังกรุ่น  เธอยังอยู่กับฉัน ในความฝันอันละมุน
ผู้คนวนเวียน ยังเดินผ่านไปมา  แต่ไม่มีเธอไม่เคยเห็นเธอเลยสักครา”
ฟ้าใส
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1684


แค่คนเหงาคนหนึ่ง


« ตอบ #2 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2003 : 20:25:37 »

โห! ตกใจ พี่เก๋....จำได้งัยน่ะ....ขนาดฟ้าใสเรียนเอกภาษาและวรรณคดีไทย แถม ลงเรียนวิชาสุนทรภู่ด้วยนะ...ยังจำไม่ได้เลย...นับถือๆๆๆๆๆ.......
จำได้แต่......
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก  สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน  ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป   แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน.....หุหุ...อ้ออีกบท....

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษษ์เพราะพูดจา



วันที่ 26 มิ.ย. ก้อจะเป็นวันสุนทรภู่แล้ว...ขอคารวะบรมครูกลอน สุนทรภู่ด้วยคน....ล่วงหน้าไว้ก่อนกลัวลืม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 มิถุนายน 2003 : 18:15:18 โดย ฟ้าใส » บันทึกการเข้า

อาทิตย์กับจันทร์ไม่อาจขึ้นพร้อมกันฉันใด  คนสองคนที่ต่างใจก็ไม่อาจร่วมทางเดิน
จุฬาลักษณ์
ผู้ดูแล
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1552


มากกว่า .. รัก ..


« ตอบ #3 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2003 : 20:58:51 »

นิราศภูเขาทอง ได้รับยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่านสุนทรภู่  ท่านแต่งเรื่องนี้เมื่อครั้งเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  คาดว่าไปในราวปี พ.ศ.๒๓๗๑  หลังจากเกิดมีเรื่องมีราวที่วัดราชบูรณะฯ  ขณะนั้นท่าน มีอายุราว ๔๒ ปี

นิราศเรื่องนี้ไม่ยาวนัก  แต่พร้อมไปด้วยกระบวนกลอนอันไพเราะ  และแง่คิดสำหรับการดำรงชีวิต  อาจเป็นด้วยท่านสุนทรภู่ได้บวชมาหลายพรรษาแล้ว  และได้ตระหนักถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น  เส้นทางเดินทางจะคล้ายกับนิราศ พระบาท  เพราะออกจากพระนครทวนแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ  ขอให้สังเกตความเปรียบเทียบในนิราศภูเขาทองกับนิราศพระบาท  ซึ่งท่านแต่งขึ้นเมื่อรุ่นหนุ่มอายุเพียง ๒๑ ปีว่า  ท่านสุนทรภู่คิดเห็นสุขุมขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้  แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตไปหลายปีแล้วก็ตาม  แต่ความจงรักภักดีของท่านสุนทรภู่ในพระองค์ก็มิได้เสื่อมคลายไปแม้แต่น้อย  ด้วยท่านยังคร่ำครวญรำพันถึงพระองค์อยู่ตลอดการเดินทางในนิราศเรื่องนี้

เรามาเดินทางสู่เจดีย์ภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ไปพร้อมกับท่านสุนทรภู่ในบัดนี้เถิด...
 

--------------------------------------------------------------------------------


๏________เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
 
  รับกฐินภิญโญโมทนา
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง

 ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย
มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ

 
 
๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา


๏ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา


๏ ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ
ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล

 
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ


คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา
ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ


ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล
ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ

 
 
๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน
ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย
อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา
ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ
มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง

๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป


๏ ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง
เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน
ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง
ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคือง
ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล

๏ ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย
จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง

๏ โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศ
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน
โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลอง
เป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนา
ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก
บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน
ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วง
โอ้เรือพ้นวนมาในสาชล

 
ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน
มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา
แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง
แพประจำจอดรายเขาขายของ
ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ

มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ


มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง
เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน
ร่มริโรธรุกขมูลให้พูนผล
ให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ

มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย
พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง
ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง
พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ

มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา
เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา
พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน
กลับกระฉอกฉาดฉันฉวัดเฉวียน
ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน
ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
ใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลาฯ

 
 
๏ ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง
โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคง
เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง
เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ซ้ำเจือ
ถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ
ทั้งของสวนล้วนแต่เรือเรียงราย

๏ มาถึงบางธรณีทวีโศก
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ

๏ ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า
เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตา
โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง
นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ

๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

๏ ถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิดอ่าน
ขอให้สมคะเนเถิดเทวา
ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด
เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน
ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก
เป็นล่วงพ้นรนราคราคา

๏ ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี
โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง
โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว
สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ
แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี

 
สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
เหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ
ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย
มีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย
พวกหญิงชายชุมกันทุกวันคืนฯ

ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกาฯ

ผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา
ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย
เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิดฯ

มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ

จะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนา
จะได้ผาสุกสวัสดิ์จำกัดภัย
บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้
อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา
สู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนา
ถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดีฯ

พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว
ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ
ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมาฯ

 
 
๏ ถึงบ้านงิ้วเห็นแต่งิ้วละลิ่วสูง
ด้วยหนามดกรกดาษระดะตา
งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม
ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย
เราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้ว
ทุกวันนี้วิปริตผิดทำนอง

๏ โอ้คิดมาสารพัดจะตัดขาด
ถวิลหวังนั่งนึกอนาถใจ
ดูห่างย่านบ้านช่องทั้งสองฝั่ง
เป็นที่อยู่ผู้ร้ายไม่วายเว้น

๏ พระสุริยงลงลับพยับฝน
ถึงทางลัดตัดทางมากลางนา
เป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้าง
เห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียว
เขาถ่อคล่องว่องไวไปเป็นยืด
ต้องถ่อค้ำร่ำไปทั้งไม่เคย
กลับถอยหลังรั้งรอเฝ้าถ่อถอน
เงียบสงัดสัตว์ป่าคณานก
ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัด

๏ แสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้าง
จนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพร
ทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อย
วังเวงจิตคิดคะนึงรำพึงความ
สำรวลกับเพื่อนรักสะพรักพร้อม
โอ้ยามเข็ญเห็นอยู่แต่หนูพัด
จนเดือนเด่นเห็นกอกระจับจอก
เห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่าย
จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก
เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร
สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า
กระจับจอกดอกบัวบานผกา
โอ้เช่นนี้สีกาได้มาเห็น
ที่มีเรือน้อยน้อยจะลอยพาย
ถึงตัวเราเล่าถ้ายังมีโยมหญิง
คงจะใช้ให้ศิษย์ที่ติดมา
นี่จนใจไม่มีเท่าขี้เล็บ
พอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยน

๏ มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง
จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย
แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก
เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร

๏ มาจอดท่าหน้าวัดพระเมรุข้าม
บ้างขึ้นล่องร้องลำเล่นสำราญ
บ้างฉลองผ้าป่าเสภาขับ
มีโคมรายแลอร่ามเหมือนสำเพ็ง
อ้ายลำหนึ่งครึ่งท่อนกลอนมันมาก
ไม่จบบทลดเลี้ยวเหมือนเงี้ยวงู

๏ ได้ฟังเล่นต่างต่างที่ข้างวัด
ประมาณสามยามคล้ำในอัมพร
นาวาเอียงเสียงกุกลุกขึ้นร้อง
ไม่เห็นหน้าสานุศิษย์ที่ชิดเชื้อ
แต่หนูพัดจัดแจงจุดเทียนส่อง
ด้วยเดชะตบะบุญกับคุณพระ

 
ไม่มีฝูงสัตว์สิงกิ่งพฤกษา
นึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ
ดังขวากแซมเสี้ยมแซกแตกไสว
ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง
เจียนจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไรฯ

ตัดสวาทตัดรักมิยักไหว
ถึงเกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น
ระวังทั้งสัตว์น้ำจะทำเข็ญ
เที่ยวซ่อนเร้นตีเรือเหลือระอาฯ

ดูมัวมนมืดมิดทุกทิศา
ทั้งแฝกคาแขมกกขึ้นรกเรี้ยว
ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียว
ล้วนเรือเพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย
เรือเราฝืดเฝือมานิจจาเอ๋ย
ประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก
เรือขย่อนโยกโยนกระโถนหก
น้ำค้างตกพร่างพรายพระพายพัด
พอหยุดยุงฉู่ชุมมารุมกัด
ต้องนั่งปัดแปะไปมิได้นอนฯ

ในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอน
กาเรียนร่อนร้องก้องเมื่อสองยาม
พระพายเฉื่อยฉิวฉิววะหวิวหวาม
ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส
อยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบัติ
ช่วยนั่งปัดยุงให้ไม่ไกลกาย
ระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงาย
ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร
ดูน่ารักบรรจงส่งเกสร
ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา
เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา
ดาษดาดูขาวดั่งดาวพราย
จะลงเล่นกลางทุ่งเหมือนมุ่งหมาย
เที่ยวถอนสายบัวผันสันตวา
ไหนจะนิ่งดูดายอายบุปผา
อุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน
ขี้เกียจเก็บเลยทางมากลางหน
ถึงตำบลกรุงเก่ายิ่งเศร้าใจฯ

คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
อกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
จะต้องม้วนหน้ากลับอัปประมาณฯ

ริมอารามเรือเรียงเคียงขนาน
ทั้งเพลงการเกี้ยวแก้กันแซ่เซ็ง
ระนาดรับรัวคล้ายกับนายเส็ง
เมื่อคราวเคร่งก็มิใคร่จะได้ดู
ช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหนื่อยหู
จนลูกคู่ขอทุเลาว่าหาวนอนฯ

จนสงัดเงียบหลับลงกับหมอน
อ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ
มันดำล่องน้ำไปช่างไวเหลือ
เหมือนเนื้อเบื้อบ้าเคอะดูเซอะซะ
ไม่เสียของขาวเหลืองเครื่องอัฏฐะ
ชัยชนะมารได้ดังใจปองฯ

 
 
๏ ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น
ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน
บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น
ประทักษิณจินตนาพยายาม
มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย
เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์
ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น

๏ ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ
ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์
จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์
ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย
ทั้งโลโภโทโสแลโมหะ
ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง
อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่ว
ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ

๏ พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ
สมถวิลยินดีชุลีกร
กับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้ว
มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชา
แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ
โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล
สุดจะอยู่ดูอื่นไม่ฝืนโศก
พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณ

๏ ประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวง
นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้
ด้วยได้ไปเคารพพระพุทธรูป
เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธา
ใช่จะมีที่รักสมัครมาด
ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร
เหมือนแม่ครัวคั่วแกงแพนงผัด
อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา

๏ จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ

 
เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
คงคงลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม
ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์
ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน
แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นฯ

บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์
เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์
ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน
ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ

พบพระธาตุสถิตในเกสร
ประคองซ้อนเชิญองค์ลงนาวา
ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
ไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ
ใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล
เสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน
กำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน
ให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานีฯ

ค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์
ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา
ทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา
ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ
แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
ต้องโรยน่าเสียสักหน่อยอร่อยใจฯ

อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ
บันทึกการเข้า

zero-one
กลั่นน้ำจากใจใส เป็นน้ำใจอันเฉิดฉัน รินร้อยถ้อยจำนรรจ์ ร่วมรังสรรค์ความดีงาม
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 610


รวมใจเป็นหนึ่ง


« ตอบ #4 เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2012 : 20:46:54 »


ถึงบ้านนาตาขวัญสำคัญแน่

เห็นยายแก่แวะถามตามสงสัย

เขาชี้นิ้วแนะทิวหนทางไป

ประจักษ์ใจจำแน่ดำเนินมา

"บ้านนาตาขวัญ" เป็นบ้านเกิดของผมเองครับ ขอขอบคุณท่าน "ร้อยตะวัน"
ที่มาโพสต์กลอนสุนทรภู่ใน "นิราศเมืองแกลง" เลยทำให้ผมได้ทราบว่า
บ้านเกิดก็เคยมีชื่อในนิราศเรื่องแรกของสุดยอดกวีไทยท่านสุนทรภู่เมื่อ 205 ปีผ่านมาแล้ว
ดีใจจังที่ท่านสุนทรภู่ได้เคยเดินทางผ่านถิ่นเกิดของผมมาแล้ว  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 พฤษภาคม 2012 : 20:49:27 โดย zero-one » บันทึกการเข้า

ใส่ใจให้โลกสวย  ด้วยรอยยิ้มอันสดใส
ดุจน้ำทิพย์ชโลมใจ  สร้างโลกใหม่ให้สวยเย็น
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กาแฟ ร้อยตะวัน กลอน บทกลอน บทกวี ร้อยความฝัน พันจินตนาการ

Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2013, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
.::: Theme & Graphic designed by Thanarath Sawasdichai :: www.dreampoem.com supported by Roytawan Coffee :: © 2002-2012 DreamPOEM.COM All Reserved. :::.