ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก


+  ร้อยความฝันพันจินตนาการ
|-+  :: บทกลอน-บทกวี-เรื่องสั้น ::
| |-+  ปรัชญา
| | |-+  ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ... 5 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ  (อ่าน 33354 ครั้ง)
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2006 : 14:14:11 »

[size=4.5]

ศีล – สมาธิ – ปัญญา – อริยะสัจสี่

“ศีล” พึงปฏิบัติ            
โดยเคร่งครัดจัดอารมณ์
ห้ามกายและใจตน            
หมั่นฝึกฝนวาจางาม
คำสอนองค์สัมมาฯ        
ให้ศึกษาพยายาม
ศีลห้าหมั่นทำตาม            
ทุกๆยามกระทำดี

“สมาธิ” คือแน่วแน่        
ใจเที่ยงแท้มีศักดิ์ศรี
ตั้งมั่นในความดี              
ทุกนาทีจงตั้งใจ
ยึดมั่นการกระทำ            
ใจโน้มนำความดีไว้
ชั่วดีรู้ดีได้              
สติไซร้ไว้พิจารณา

“ปัญญา” คือรู้คิด        
ไว้พินิจและศึกษา
เพ่งพิศพิจารณา            
เพื่อพึ่งพาชีพดำรง
รู้มีความดีชั่ว            
เป็นแนวตัวไม่มัวหลง
ผู้อื่นและตัวคง              
ได้ดำรงด้วยดีงาม

“อริยะสัจสี่”            
ธรรมความดี 4 ประการ
ยึดไว้เป็นทัดฐาน            
เหตุแห่งการณ์ดับทุกข์ตรม

“ทุกข์” คือกำหนดรู้        
ความเป็นอยู่ไม่สุขสม
เกิดแก่เจ็บตายตรม            
ล้วนขื่นขมทุกข์ตรมใจ

“สมุทัย” คือรู้แจ้ง        
สาเหตุแห่งไม่แจ่มใส
ต้นเหตุแห่งทุกข์ใจ            
ล้วนเกิดได้หลายเหตุหน
กามาตัณหาปน            
ช่างพิกลจนหทัย
รู้แล้วพึงยั้งไว้              
เหตุทุกข์ใจให้ระวัง

“นิโรธ” คือพ้นทุกข์        
จะมีสุขรู้ยุกยั้ง
ตัณหาที่ประดัง            
รู้จักรั้งตัดอารมณ์
เปรียบเช่นชาติเชื้อไฟ        
หยิบเชื้อไปไฟไม่โหม
รู้จักดับอารมณ์            
ความสุขสมจะมาเยือน
   
“มรรค” นั้นเป็นวิถี        
เป็นวิธีคอยชี้เตือน
ปฏิบัติอย่าแชเชือน            
ทุกข์จะเลือนไม่เยือนมา
พ้นทุกข์ไม่เวียนว่าย        
เกิดแก่ตายไม่เวียนหา
นิพพานคือปฏิปทา            
เป็นปฏิญญาที่แน่นอน ฯ

[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 กรกฎาคม 2006 : 18:00:21 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
jk-rolling
ผู้ดูแล
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5549


ความสวยสะดุดตาแต่ความดีสะดุดใจ


« ตอบ #1 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2006 : 17:58:51 »


ก่อนจะถึง วาเลนไทน์ ใฝ่ธรรมะ
เพื่อลดละ ตัดกิเลส หาเหตุผล
ฟังนักธรรม noppaKorn สอนผู้คน
ได้ยิลยล สิ่งดีงาม ตามครรลอง

เราชาวพุทธ สุดล้ำ ย้ำฝึกหัด
ปฏิบัติ จิตใจ ไม่มัวหมอง
ศีล ปัญญา สมาธิ ควรตริตรอง
ทุกอย่างต้อง พร้อมรับ กับความดี

อีกเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
พึงประจักษ์ แน่ชัด อริยะสัจสี่
หากทำได้ หมดสิ้น เรายินดี
ก่อนพรุ่งนี้ จึงมีรัก ไว้ทักทาย
บันทึกการเข้า

noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2006 : 18:53:38 »

[size=4.5]
ตาเนื้อและตาใจ..........................จัดแบ่งไว้ในกายคน
ตาเนื้อติดกายตน.........................ที่ยากยลคือตาใจ
ตาใจคืออารมณ์...........................รู้ชื่นชมรู้สดใส
รู้ทุกข์รู้กลุ้มใจ.............................สัมผัสได้ด้วยอารมณ์
 ตาเนื้อมองเห็นภาพ....................ไว้ซึมซาบภาพสุขสม
ความทุกข์ความเศร้าตรม.............เป็นอารมณ์อยู่ภายใน
หลับตาแล้วรู้สึก...........................ใช้ภาพนึกลึกลงไป
กำหนดลมหายใจ.........................จดจำไว้ให้มั่นคง
 อารมย์ความรู้สึก ........................กำหนดลึกอย่านึกหลง
จับไว้ให้มั่นคง.............................ใจตั้งตรงจงมั่นใจ
หากคิดถึงความทุกข์.....................หรือความสุขทุกใดๆ
อยากคิดให้คิดไป..........................แต่รู้ไว้ในใจตน
ใจคนก็เหมือนบ้าน........................ใหญ่ตระการพานสับสน
มีหนูเข้าปะปน..............................อยู่บ้านคนจนรำคาญ
จิตใจเหมือนแมวไข้......................ไม่ว่องไวไปหักหาญ
จับหนูผู้รุกราน..............................เพราะหนูพาลระรานแมว
หนูคอยมาหยอกเย้า.......................แกล้งเล่นเร้าเย้าให้แป้ว
จิตใจเราเหมือนแมว......................ถูกหนูแซวจนแมวกลัว
ยากนักใจสงบ...............................ต้องคอยรบสยบยั่ว
อารมณ์สั่นระรัว............................ความทุกข์ทั่วยั่วอารมณ์
ตาใจเพ่งให้เห็น............................ทุกสิ่งเช่นเป็นสายลม
พัดมาแผ่พริ้วพรม........................ให้อารมณ์หายตรมใจ
สติจงยึดมั่น..................................ความทุกข์นั้นพลันสลาย
มีเกิดย่อมมีตาย.............................หากทำได้ใจสุขเอยฯ
[/size]
บันทึกการเข้า
......'' ลานเทวา ฯ ''......
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 371


ลานเทวา แห่ง ภูตะนาว ฯ


« ตอบ #3 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2006 : 19:56:17 »

  วิถีแห่ง       พุทธะ     คือละชั่ว

ไม่เกลือกกลั้ว      ความเลว    ความเหลวใหล

รู้ตรึกตรอง       ครรลองธรรม     นำพาใจ

รู้วินัย     รู้หน้าที่     อันดีงาม


รู้สติ     ระลึกชอบ      ในขอบเขต

รู้สาเหตุ    ความทุกข์ทน     ที่ล้นหลาม

รู้ความจริง    แห่งสัจจะ   รู้ละกาม

รู้เดินตาม     อริยะ    ชนะตน


รู้ผิดชอบ    ชั่วดี    ที่ควรรู้

ใช่เป็นอยู่    เพียงอาศัย     ในทางหน

เกาะผ้าเหลือง    อยู่ไป    ตามใจตน

แลพิกล      พิการ    สงสารธรรม



สำนึกเถิด     บรรพชิต     คิดสำนึก

คิดให้ลึก     ในคำสอน     ก่อนถลำ

มีหิริ     โอตับปะ     ก่อนกระทำ

หยุดสร้างกรรม     อกุศล     มาลนใจ



กราบวิงวอน      ผ่านกลอนย้ำ       ให้จำคิด

เราก็ศิษย์      ศาสดา     ใช่สาไถย

มาร่วมกัน      บำรุงศาสน์     ประกาศชัย

มารวมใจ     รักษาธรรม    ให้ดำรงค์



มาช่วยคิด     ช่วยสร้าง     ในทางชอบ

มาช่วยมอบ    กำลังใจ     ให้คนหลง

มาช่วยดึง    เขากลับมา    หาทางตรง

เพื่อดำรงค์      ศาสนา     มาช่วยกัน

---------ลานเทวา๔๙----------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 พฤษภาคม 2006 : 19:32:15 โดย TITO » บันทึกการเข้า

สวยสดงดงาม คือ ความตาย
ลุ่มหลงงมงายคือโง่เขลา
ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
ความชั่วต่างหากที่น่ากลัวกว่าความตาย
bodin_1969_nak
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 719


สวัสดีจ้า


« ตอบ #4 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2006 : 19:16:30 »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

"เวทนานรกมีหกอย่าง
หนึ่งคือทาง  ตาดู  มองคู่ศูนย์
ชอบเห็นโน่นเห็นนี่ทวีคูณ
ไม่เกื้อกูลก็ร้อนรุ่มจนกลุ้มใจ

            สองทางหู  ฟังอยู่  อยากรู้แจ้ง
            สิ่งเคลือบแฝงครั้นได้ยินสิ้นสงสัย
            หูได้ยินสิ่งพนอลออใจ
            กลายเป็นไปคล้ายว่าแช่งแกล้งด่าขรม

สามทางจมูก  น้ำมูกไหล  ใช้ดมกลิ่น
อบอวลสิ้นหอมเหม็นเช่นหมักหมม
กลิ่นดีดีมีถมไปดันไม่ดม
ดันนิยมดมขี้ฟันขันจริงหนอ

            สี่ทางลิ้น   ชอบลิ้ม  ใช้ชิมรส
            ของคาวสดอดไม่ไหวน้ำลายสอ
            ตามใจลิ้นกินเท่าไรไม่มีพอ
            อ้วนต้อหม้อเพราะกินแทบสิ้นลม

ห้าทางกาย  มิวาย  หมายสัมผัส
เกิดกำหนัดชื่นบานพาลขื่นขม
ชอบอิงแอบแนบสงวนนวลชิดชม
ครั้นไม่สมก็โศกเศร้าเหงาทุกครา

            หกทางจิต  เวทนา  มานึกคิด
            ศูนย์กลางจิตติดอารมณ์นิยมหา
            เป็นแม่ทัพสำคัญคอยบัญชา
            จะชั่วช้าเลวดีที่ใจเรา

เวทนาทั้งหกสาธกไว้
อันกายใจเรานี้คล้ายผีเข้า
หากสติหล่นหายไม่บรรเทา
คงเหมือนเจ้าหลอกลิงอิงตำรา."

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ              .......................

                                          ดินหม้อ
บันทึกการเข้า

แสงไฟน้อย  ย่อมสว่างในที่มืด

รักกันแม้นจะอยู่ห่างไกลกัน  ก็ใช้ความคิดถึงนั้นนอนกอดได้
หมอนข้างที่อ่อนนุ่ม  ก็เพราะความคิดถึงในความรักนั้นเข้ามาแทรก
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2006 : 22:10:47 »


หนึ่งตรัสไว้อย่าได้หมายชีวิต ������
มุ่งปลงปลิดชีวิตอื่นขมขื่นสิ้น
สองมีว่าอย่าลักเอาของเขากิน ���������
หวังทรัพย์สินผู้อื่นมาชื่นชม
 สามอย่าปลิ้นป้อนหลอนปอกหลอกผู้อื่น ���
หวังตนชื่นมุสาวาทบาดจิตขม
สี่ห้ามชื่นชูเป็นชู้เขาเฝ้าเล้าโลม ���������
หวังสุขสมลูกเมียเขาน่าเศร้าใจ
 ห้าอย่าเสพยาฯกินสุรายาบ้าบอ ������
ทำได้หนอจะสุขสมภิรมย์ใส
ศีลทั้งห้าจงยึดมั่นหมั่นทำไป ���������
สิ่งที่ได้คือคุณธรรมผลกรรมดี
อันบาปกรรมเป็นกงเกวียนที่เวียนว่าย������
ทดแทนให้ตามผลกรรมที่ทำนี้
หากเชื่อมั่นจงกระทำแต่ความดี���������
ผลที่มีคือความสุขทุกข์อันตรธาน…

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มิถุนายน 2006 : 10:35:08 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2006 : 12:49:32 »


ขอเกริ่นเรื่อง อดีตกาล งานพรรษา      
ถึงที่มา ทีไป ไว้ให้รู้
แต่เนิ่นนาน เมื่อครั้งการ โบราณอยู่         
เล่าให้รู้ ถึงเรื่องราว คราวความนัย
ปฐมโพธิกาล ผ่านมา เมื่อช้านาน      
ฤดูกาล ฝนมาเยือน นาเรือนไร่
น้ำฝนขัง ตามท้องนา พาราลัย         
เหล่าชาวไร่ ชาวสวน เริ่มพรวนดิน
ต่างปลุกพืช กสิกรรม งามไปทั่ว   
ต่างยิ้มหัว ชื่นจิต คิดพลิกผิน
หลังฝนจาก คงไม่ยาก ลำบากกิน         
เพราะผืนดิน เขียวชอุ่ม ทุกลุ่มนา
เหล่าพ่อค้า หยุดสัญจร ตอนหน้าฝน      เ
พราะทุกหน เดินทางยาก ลำบากขา
อีกกลัวเกรง เหยียบพืชผัก หักคานา         
จึงเว้นมา ไม่สัญจร พักผ่อนกัน
แต่มีบ้าง กลุ่มภิกษุ ไม่ลุล่วง         
มิได้ห่วง พักจาริก หยุดพลิกผัน
จึงเหยียบย่ำ ผักหญ้า ชาวนากัน         
สัตว์เล็กนั้น ก็ถูกเหยียบ จนเรียบรอน
ชาวไร่นา พาติฉิน นินทาทั่ว         
พระไม่กลัว ทำผิดซ้ำ สัมมาฯสอน
พุทธองค์ ทรงห่วงหา และอาทร         
จึงบันทอน กำหนดไว้ ใช้ธำรง
ในไตรมาส วสันต์มา พรรษาหนึ่ง      
กำหนดซึ่ง ให้พระ ไม่ละหลง
เดือนแปด แรมค่ำหนึ่ง ซึ่งจำนง         
ให้พระคง จำพรรษา อยู่อาราม
ที่อยู่ห่าง เนิ่นไป ไกลอาวาส         
สมมุติอาจ อยู่ป่าดง พฤกษ์พงหนาม
ให้กำหนด กุฏิถ้ำ ค้ำเขตคาม         
เป็นอาราม เสนาสนะ พระพงไพร
ให้ละเว้น การเดินทาง ห่างวัดถ้ำ       
จากที่จำ พรรษา เพลาไหน
หนึ่งไตรมาส (3 เดือน) ล่วงล้น ผ่านพ้นไป         
จึงจะได้ ออกศึกษา ธรรมจารี
ถวายเทียน เข้าพรรษา ตำรากล่าว      
มีเรื่องเล่า พุทธองค์ ทรงหลีกหนี
ภิกษุมั่ว มัวทำกรรม โกสัมพี            
วิวาที วิวาทะ พระวินัย
จึงสู่ป่า พงไพร ไกลทุกสิ่ง         
เพื่อละทิ้ง ความวายวุ่น ที่ขุ่นขัย
ศึกษาธรรม ถือศีล ถิ่นพงไพร            
ยามหิวหาย ได้ช้างลิง วิ่งดูแล
สัตว์ทั้งสอง ได้เป็นผู้ คู่อุปฐาก          
ไม่ลำบาก เพราะแรงบุญ อุดหนุนแท้
ช้างหาอ้อย ลิงถวาย ผลไม้แพร         
บ้างเปลี่ยนแปร เป็นน้ำผึ้ง น่าทึ่งใจ
เหลือขี้ผึ้ง ท่านทรงบั่น ปั้นเทียนไข       
เผื่อไว้ใช้ ตอนจำดง พงไศล
จึงมีเทียน มาเกี่ยวข้อง ปองสืบไป      
ประเพณีไซร้ ได้ยึดไว้ ใช้สืบมา


บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 30 มิถุนายน 2006 : 21:56:23 »


ศีลห้าพึงปฏิบัติ


ตั้งนะโม  3 จบ  นบพุทธะ         
อารธนะศีลห้ามาใส่หัว
ปฏิบัติ ตั้งใจมั่น ไม่มันมัว            
มงคลตัวมงคลตนกุศลการ
ขึ้น”มะยัง” จงตั้งใจ ให้แน่วแน่         
ตั้งใจแท้ รับศีลห้า ธรรมาสาร
“นิยาจามะ” คำลงท้าย ใจต้องการ    
รับศีลทาน องค์สัมมาฯ เป็นอาจินต์
"ศีลที่หนึ่ง" อย่าฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต   
หวังปลงปลิด ชีวิตคน จนแดดิ้น
เป็นบาปหนา บาปนัก หนักธรณิน         
สิ้นชีวิน ตกอบาย ตายทุกข์ตรม
"ศีลที่สอง" อย่าลักเอา เขามากิน       
หวังทรัพย์สิน ผู้อื่น ให้ขื่นขม
ทรัพย์ของเขา อย่าหวังเอา เขามาชม         
ควรสะสม ด้วยตัวตน คนชื่นเชย
"ศีลที่สาม" อย่าเป็นชู้เชียร์ ลูกเมียเขา      
แอบหวังเอา เฝ้าเล้าโลม ชมเขนย
เมียของเขา อย่าหวังคิด ไปชิดเชย         
ควรละเลย เสียดีกว่า ชีวาตรม
"ศีลที่สี่" อย่าหลอนหลอก ปอกผู้อื่น       
หวังตัวชื่น ให้ผู้อื่น ใจขื่นขม
ชอบพูดจา คำโกหก เหมือนพกลม         
ใจจะตรม เพราะลิ้นลม ทุกข์ตรมใจ
"ศีลทีห้า" อย่าเสพยา ดื่มสุรายาใบ้บ้า      
สิ่งชั่วช้า หากเสพติด จิตหลงใหล
หลงทดลอง เกี่ยวข้อง ต้องติดใจ         
จะบรรลัย เพราะหลงผิด ด้วยฤทธิ์ยา
ศีลทั้งห้า ยึดมั่นไว้ ไปปฏิบัติ         
ความซื่อสัตย์ ถือมั่นไว้ ไม่กังขา
อันบาปกรรม เหมือนกงเกวียน เวียนไปมา      
จะสุขา หากมีศีล น่ายินดี
พระสัมมา กำหนดไว้ ได้ประเสริฐ      
ธรรมล้ำเลิศ ปฏิบัติไว้ ใจสุขศรี
โลกสดสวย ดูสดใส ในความดี         
ทุกชีวี คงสุขแสน ทั่วแดนธรรมฯ....
บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 06 กรกฎาคม 2006 : 19:33:26 »


8 ปริศนาธรรมการปลงศพ


พิธีศพของคนไทยความหมายมาก
มีหลายหลากปริศนาธรรมพึงจำไว้
แต่เริ่มต้นมัดตราสังยังร่างกาย
จวบสุดท้ายเผาเป็นขี้เถ้าเล่าบอกธรรม

1. มัดตราสังเป็นสามเปราะเคาะความหมาย
เมื่อวางวายมัดคอไว้ความหมายล้ำ
การผูกมัดหมายถึงบ่วงห่วงให้จำ
ที่คอนั้นบ่วงรักลูกผูกมัดใจ
มัดที่มือคือบ่วงรักภักดิ์ผัว-เมีย
เมื่อตายเสียยังห่วงหาอาทรไห้
ส่วนสมบัติและทรัพย์สินนั้นกินใจ
มัดติดไว้ที่ข้อเท้าให้เศร้าตรม
สามบ่วงนี้ผูกติดจิตติดนิสัย
เมื่อบรรรลัยนิพพานไปไม่ได้สม
ต้องเวียนว่ายในวัฏฏะสังคคม
เป็นอารมย์ที่ยึดติดจิตอุปไมย
2. ยามพระสงฆ์นั่งสวดพร้อมน้อมรับศีล
ศพไม่ได้ยินบุตรหลานก็เคาะโลงให้
แท้จริงใบ้แขกรับศีลผินประไพ
เป็นความหมายบอกผู้คนยลพระธรรม
อย่าทำตัวให้ประมาทขาดสติ
ไม่ทิฏฐิละทิ้งไปในคำสอน
หมดโอกาสได้กระทำยามม้วยมรณ์
จะอ้อนวอนเคาะโลงไงไม่ได้ฟัง
3. ยามพระสงฆ์สวดภาษาว่าบาลี
หมู่คนดีฟังไม่รู้อยู่หน้าหลัง
เข้าใจว่าพระสวดให้คนตายฟัง
อโธ่ถัง! พระสวดสอนคนตอนเป็น
หวังให้คนเอาไปใช้ปฏิบัติ
ใช้ยืนหยัดดำรงตนพ้นทุกข์เข็ญ
หากฟังแล้วไม่เข้าใจไม่จำเป็น
ขอให้เน้นสำรวมจิตคิดสิ่งดี
4. บวชหน้าไฟมักเข้าใจกันให้ผิด
ต่างก็คิด"จูงคนตาย"ไปวิถี
พ้นนรกสู่สวรรค์ชั้นที่ดี
จึงบางทีแย่งกันบวชผนวชกัน
แท้ที่จริงเป็นการลงปลงสังเวช
ถึงสาเหตุเกิดเจ็บตายไม่เหหัน
เกิดมาแล้วไม่แคล้ววายตายด้วยกัน
เพียงเท่านั้นมนุษย์นี้มีอะไร
เมื่อปลงได้ก็อยากได้หนีไปบวช
ไปผนวชหนีแสงสีโลกีย์วิสัย
ประพฤติธรรมเพื่อหลุดล้นให้พ้นไป
เพื่อจะได้สู่มรรคผลหนนิพพาน
5. การนิมนต์พระจูงศพพบแห่งเหตุ
เป็นจิตเจตให้คนคิดจิตสันนิษฐาน
ใช้พระธรรมองค์สัมมาฯมีมานาน
ดำรงการดำรงตนเป็นคนดี
ยามมีชีพดำรงตามพระธรรมสอน
ตามขั้นตอนองค์สัมมาหาวิถี
เอาคนตายให้พระนำตามวิธี
สังวรนี้ไว้สอนคนสนใจทำ
6. การเวียนศพซ้าย 3 รอบชอบความหมาย
การเวียนว่ายเกิดตายในภพสาม
มีกามภพ,รูปภพ,อรูปภพ ประสบตาม
ทุกเมื่อยามอยู่วนเวียนกรรมเกวียนกง
เมาตัณหาอุปทานการกิเลส
น่าสังเวชเป็นทุกข์ใจให้ลุ่มหลง
ไม่จบสิ้นมัวเวียนว่ายตายอยู่ยง
ต้องละหลงทวนกระแสแห่ศพเวียน
7. น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพลบกิเลส
เป็นจิตเจตน์ความสะอาดไม่พลาดเปลี่ยน
ดั่งน้ำทิพย์อันบริสุทธิ์ดุจกระเษียร
ชำระเปลี่ยนให้จิตใจใส่ดวงธรรม
8. เผาศพแล้วเหลือขี้เถ้าเคล้าเศษอัฐิ
เขาเขี่ยคัดเถ้าไปมาน่าสอบถาม
จัดเป็นรูปร่างคนจนสวยงาม
คือหมายความกลับชาติใหม่ใช้กรรมเวร

ปริศนาธรรมคนเก่าก่อนสอนให้คิด
แฝงนิมิตบอกความนัยให้คนเห็น
เป็นข้อคิดก่อเกิดธรรมความจำเป็น
และฝากเน้นถึงกรรมดีที่พึงทำ.....


บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2006 : 22:17:42 »


"อเนกสหัสสา"หมายความว่า
วิปัสนามีประโยชน์เกินโจษขาน
อานิสงส์หลายร้อยพันเกินประมาณ
ยากนับขานเป็นจำนวนให้ถ้วนพอ
ปฏิบัติธรรมนำพ้นรู้ตนเอง
ไม่กลัวเกรงอ่านตัวออกบอกตัวหนอ
ไร้โมหะมีมานะละทิฏฐิที่เพียงพอ
รู้ชลอโลภะกระทำดี
รู้หนักแน่นสุขุมไม่รุ่มร้อน
รู้บทตอนกตัญญูรู้วิถี
ให้ฉลาดรู้รูปนามตามกรรมดี
รู้ศักดิ์ศรีไม่ประมาทพลั้งพลาดไป
มีปัญญาดับทุกข์มีสุขสรร
และบันดาลนิพพานผลบันดลให้
อีกบูชาองค์สัมมาฯโดยตรงไป
บุญที่ได้มหากุศลคนมีธรรม..ฯลฯ
บันทึกการเข้า
Phraernumkang
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4829


สวัสดีจ้า


« ตอบ #10 เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2006 : 23:30:17 »

พุทธธรรมคำสอนครั้งก่อนเก่า

ช่วยกล่อมเกลาอบรมบ่มนิสัย

ทั้งสรรค์สร้างศีลธรรมน้อมนำใจ

ฝึกเด็กไทยให้รู้ตัวแยกชั่วดี
บันทึกการเข้า

ความรักไม่มีวันละลาย                     แม้ความตายมาพรากเราจากกัน

ขอบฟ้าใหญ่หรือจักขวางกั้น            ทอใยฝันพันผูกรักถักใจเดียว
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2006 : 16:53:10 »

พุทธธรรมคำสอนครั้งก่อนเก่า

ช่วยกล่อมเกลาอบรมบ่มนิสัย

ทั้งสรรค์สร้างศีลธรรมน้อมนำใจ

ฝึกเด็กไทยให้รู้ตัวแยกชั่วดี

กรรมลิขิตขีดเส้นไม่เว้นว่าง  ���
กรรมแตกต่างดีชั่วอยู่ตัวท่าน
เจตนาโดยตั้งใจได้ทำการ  ������������
เจตนานั้นคือกรรมตามทำนอง
เพียงใจคิดกายกระทำใช้คำพูด  ���������
ข้อพิสูจน์ว่าดีชั่วมัวสนอง
ทำความดีย่อมได้ดีมีครรลอง ������������
กรรมสนองเมื่อทำชั่วคนมัวเมา  ���������
ทำความดีใจก็ดีมีความสุข  ���������
มีความทุกข์ใจก็กลุ้มสุมรุมเร้า
รู้ว่ากรรมควรหลีกหนีดีกว่าเรา  ������������
อย่าโง่เขลาทำความชั่วเมามัวตน
ทำดีแล้วอย่านั่งนึกหรือเพิกเฉย  ���������
อย่าละเลยจงขยันไม่ขัดสน
หากทำดีแล้วรอผลตอบแทนตน  ������������
ไม่ดิ้นรนคงจนแน่พ่ายแพ้กัน
ทำดีแล้วขอเพียงได้ใจเป็นสุข  ���������
จะเป็นทุกข์เพราะทำผิดนอนคิดฝัน
ทำชั่วแล้วกลัวเขาโกรธลงโทษทัณฑ์  ���������
ใจมันนั้นไม่เป็นสุขกลัวทุกข์ภัย
อยู่ชาตินี้สร้างศึลทานเป็นฐานหนุน  ���������
ไว้เป็นทุนในชาติหน้าวันฟ้าใหม่
เพื่อเกื้อกูลเป็นต้นทุนหนุนกันไป  ������������
เกิดชาติไหนจะได้ไม่ชดใช้กรรม.....


กลอนบทนี้ผมได้ลงในกระทู้ของวัดนาคปรกด้วยครับชื่อ"กรรมลิขิต
ขอบคุณคุณพิณลดาที่แวะมาเยี่ยมครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 เมษายน 2008 : 13:59:48 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2006 : 22:36:50 »

ขันธ์ห้าคืออะไร
[size=4.5]
ขันธห้าคือตัวตน...............ก็คือคนเราทั้งหลาย
ไม่ใช่สิ่งอื่นไกล................แยกกันไว้เป็นสัณฐาน
"รูป"กาย"เวทนา"..............อีก"สัญญา"ทั้ง"สังขาร"
สุดท้ายคือ"วิญญาน"..........มารวมกันเป็นตัวเรา
"รูป"อยู่ในร่างกาย..............พิจารณ์ไว้มีหนักเบา
เหงื่อไคลในตัวเรา.............หัวหูเหาปฏิกูล
กายนั้นมันเน่าเฟะ..............มันแหลกเละชีพไม่สูญ
ขี้มูกน้ำลายมูล..................ล้วนปฏิกูลในกายตน
ดินน้ำและลมไฟ................รวมกันได้ร่างกายคน
ธรรมธาตุไม่แปรปน.............ในกายตนมีธาตุธรรม
"เวทนา"คือความสุข...........และความทุกข์ที่กลืนกล้ำ
หิวโหยเจ็บป่วยช้ำ..............เย็นร้อนซ้ำล้วนทุกข์ตรม
อุเบกขาเวทนา..................ยากหาให้ไว้สะสม
ตั้งมั่นจิตไร้ปม..................สมาธิจมจิตรวมกลาง
ดวงจิตหากส่งส่าย..............เรื่องทั้งหลายยากรวมรั้ง
สมาธิไม่ตรงตั้ง..................อุเบกขายังไม่พบพา
สุขทุกข์อย่าไหลหลง...........หากพะวงเวทนา
มุ่งกลางอย่าชักช้า..............มัชฌิมาคือหนทาง
"สัญญา"คือสิ่งสาร.............สารพันยากสะสาง
เรื่องราววัตถุทาง................ไม่ปล่อยวางจำใส่ใจ
เก็บเติมเพิ่มสะสม...............เรื่องหมักหมมมีมากมาย
รักษาจนเติบใหญ่...............เก็บเอาไว้จนงอกงาม
"สังขาร"คือปรุงแต่ง............เรื่องร้อนแรงสารพัดความ
สร้างเรื่องและติดตาม...........แทบทุกยามทั้งวันคืน
"วิญญาน"มีสองอย่าง...........เป็นสองทางไม่ห่างเหิน
อย่างแรกไม่ขาดเกิน............แรกเกิดขึ้นเป็นตัวคน
ตอนต้นคนเกิดมา...............มีวิญญาฯมาปฏิสนธิ์
ก่อนจะรู้ตัวตน...................เราเรียกดล"ปฏิสนธิวิญญาน"
วิญญานในขันธ์ห้า..............คือผัสสะอันตรธาน
สิ่งนี้คือวิญญาน.................ก่อนสังขารและสํญญา
สัมผัสโดยการเห็น..............มองรูปเป็นด้วยดวงตา
ห้าอย่างรวมกันมา...............เรียกขันธ์ห้าคือตัวเรา........
[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 กรกฎาคม 2006 : 08:03:24 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2006 : 08:07:22 »

การสั่งสมบุญ

การสั่งสมบุญคือทุนรอนตอนชาติหน้า
ตระการตาเรืองอำไพไปเกื้อหนุน
เพียงใจคิดแม้จนยากยังมากบุญ
ไปเกื้อกูลในชาติใหม่หากไร้กรรม
แม้นชาตินี้เพียงทำดีก็มีปลื้ม
ยิ่งด่ำดื่มบุญกุศลมากล้นหลาม
จงทำดีถือศีลห้าพยายาม
โลกทั้งสามยิ้มน้อมรับประทับใจ......สาธุฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 กรกฎาคม 2006 : 08:10:17 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2006 : 08:14:12 »


มีสติทุกขณะ เหมือนมีพระมาคุ้มครอง

[size=4.5]
มีสติระลึกรู้
ยังต้องสู้ประคองไว้
กำหนดจดในใจ
สำคัญไว้อย่าปล่อยวาง
สติคือดวงตา
เป็นปํญญาช่วยถากถาง
ความดีอย่าทิ้งห่าง
อย่าละร้างคอยเตือนตน
ระลึกและรับรู้
สติอยู่ไม่สับสน
เหมือนพระคุ้มครองตน
ไม่วกวนหนทางตัน....
[/size]
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 5 ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กาแฟ ร้อยตะวัน กลอน บทกลอน บทกวี ร้อยความฝัน พันจินตนาการ

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2015, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
.::: Theme & Graphic designed by Thanarath Sawasdichai :: www.dreampoem.com supported by Roytawan Coffee :: © 2002-2010 DreamPOEM.COM All Reserved. :::.