ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก


+  ร้อยความฝันพันจินตนาการ
|-+  :: บทกลอน-บทกวี-เรื่องสั้น ::
| |-+  ปรัชญา
| | |-+  ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] 3 4 5 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะและปริศนาธรรมขององค์พระสัมมาฯ  (อ่าน 35043 ครั้ง)
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2006 : 13:24:30 »

ปริศนาธรรม ที่ว่า"สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป"มีความหมายโดยประมาณดังนี้ อายจัง[size=4.5]
      "สี่คนหาม"คนโบราณไขขานว่า
คือชีวามนุษย์นี้ไม่มีขาด
เป็นรูปร่างตัวตนคนพิลาส
รวมสี่ธาตุมารวมกันแบ่งสรรเป็น
      ธาตุที่หนึ่งคือ"ธาตุดิน"ใช่สินทรัพย์
ผมดำขลับเนื้อหนังยังมองเห็น
กระดูก เล็บ สุดเจ็บเล็บก็เป็น
ทุกสิ่งเช่นเป็นธาตุดินชีวินเรา
      ธาตุที่สองคือ"ธาตุน้ำ"ช้ำเลือดหนอง
ไม่หมายปองคือน้ำลายคายออกเข้า
อีกน้ำมันในข้อต่อพอบรรเทา
เว้นน้ำเหล้าไม่เกี่ยวข้องเพียงลองใจ
      ธาตุที่สามคือ"ธาตุลม"ไม่ตรมจิต
ขาดเพียงนิดชีวิตสิ้นดิ้นไฉน
ลมที่ว่าแสนสุขสมลมหายใจ
หากขาดไปชีวิตสิ้นดิ้นแดยัน
     ธาตุที่สี่คือ"ธาตุไฟ"อยู่ในร่าง
ไม่เหินห่างแสนใกล้ชิดติดตัวท่าน
คอยบอกร้อนบอกเย็นเป็นชีวัน
ร้อนนอกนั้นไม่ข้องเกี่ยวแท้เทียวจริง
    สี่ธาตุนี้จึงเปรียบมี"สี่คนหาม"
เป็นรูปธรรมตามแน่ที่แท้ยิ่ง
จะอ้วนผอมสูงใหญ่ในความจริง
สี่ธาตุสิ่งรวมกันพลันเป็นคน
[/size]
[size=4.5]      "สามคนแห่"ความหมายแท้แก้ให้รู้
เปรียบคนอยู่ในไตรลักษณ์ภักดีผล
ธรรมชาติสรรพสิ่งไปในสกล
ล้วนดิ้นรนในสามสิ่งอย่างจริงจัง
      หนึ่ง"อนิจจัง"นั้นไม่เที่ยงเลี่ยงไม่ได้
ชีวิตไหนก็ไม่แน่แปรหน้าหลัง
จากเด็กเล็กโตเป็นหนุ่มรุ่มพลัง
แต่ภายหลังกลายเป็นแก่เปลี่ยนแปรไป
คนเคยรวยกลับมาจนยลให้เห็น
จนกลายเป็นกลับรวยถูกหวยได้
ความแน่นอนไม่เที่ยงแท้เปลี่ยนแปรไป
ไม่ว่าใครต้องผูกติด"อนิจจัง"
     สอง"ทุกขัง"แปรตรงตัวมัวเมาทุกข์
จะกี่ยุคกี่ชาติเกิดประเสริฐสังค์ (สังค์=การยึดเหนี่ยว)
จะเกิดแก่เจ็บตายไข้ประดัง
ย่อมทุกข์ทั้งสิ้นหมดรันทดใจ
      สาม"อนัตตา"ชีวิตตนที่ทนอยู่
ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปรแน่นอนได้
เหมือนกับคนที่แดดิ้นสิ้นหายใจ
ยังถูกไฟผลาญเผาเป็นเถ้าธุลี
      ชีวิตตนใช่ตัวตนคนแน่แท้
ย่อมเปลี่ยนแปรไม่แน่นอนตอนสุขศรี
ดังอดึตคนกำเนิดเกิดร้อยปี
แต่บัดนี้กลับไร้ตนเป็นคนไป
      "อนิจจังทุกขังอนัตตา"
ทั้งสามมาเป็นสัจจธรรม"สามคนแห่"
ชีวิตเราย่อมเปลี่ยนไปไม่แน่แท้
ทุกข์เหตุแห่แปรไปไร้ตัวตน
[/size]
[size=4.5]      "หนึ่งคนนั่งแคร่"นั้นที่แท้แปรความหมาย
ดั่งจิตใจจิตวิญญานประมาณผล
เมื่อคนเกิดวิญญานเข้าสถิตย์ชีวิตคน
เป็นจิตตนจิตวิญญานชีวันเรา
จิตใจนั้นคอยบงการบันดาลชีวิต
สิงสถิตย์ในร่างกายใจคอยเฝ้า
โบราณท่านจึงเปรียบไว้จิตใจเรา
เทียบไว้เอา"คนนั่งแคร่"แค่ใจคน
[/size]
[size=4.5]      "สองคนพาไป"มีความหมายเปรียบไว้ว่า
เราเกิดมามีบาปบุญหนุนกุศล
หากทำบาปย่อมลำบากยากทุกข์ทน
หากบุญล้นย่อมเกิดดีศรีสุขกัน
ชีวิตที่คงอยู่สู่ชาตินี้
กับชีวิตที่เกิดมาชาติหน้านั้น
เกิดมาแล้วจะทุกข์หรือสุขสันต์
บาปบุญนั้นจะกำหนดตามกฏกรรม
เพราะบาปบุญหนุนนำทำทุกข์สุข
จึงต้องถูกนำมาเทียบและเปรียบย้ำ
"สองคนพาไป"คือบาปบุญที่หนุนนำ
สู่ภพกรรมที่กระทำตามชั่วดี
[/size]
     ปริศนาธรรมทั้งสี่ตามที่กล่าว
แปลเรื่องราวโบราณความตามวิถี
เป็นคำสอนให้คนเราเฝ้าทำดี
เพื่อได้มีบุญเป็นทุนหนุนตนเอง.......
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 สิงหาคม 2006 : 20:10:49 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2006 : 16:41:53 »


 ละเว้นจากสุรายาเสพติด   
 เป็นข้อคิดในศีลห้าสัมมาฯสอน
 พุทธองค์ทรงสอนไว้ให้อาทร         
 ยากไถ่ถอนหากเสพติดคิดให้ดี
 ทุกๆวันร่ำสุราเรียกหาเหล้า         
 ยามมัวเมามักลืมตนหม่นหมองศรี
 ขาดสติไร้ความคิดผิดชั่วดี            
 รู้อีกทีตัวก็แย่แก้ไม่ทัน
 ยาเสพติดอันตรายอย่าได้หา      
 เสพติดมายากเลิกละจะกระสัน
 กระทำได้ทุกวิธีถ้ามีมัน            
 ความชั่วนั้นไม่สนใจขอได้เงิน
 ทั้งจี้ปล้นชิงทรัพย์นับไม่ถ้วน      
 ทุกสิ่งล้วนกระทำได้ไม่ขัดเขิน
 ยามอยากยาขอให้ได้มีเงิน            
 ควรห่างเหินจะมีสุขไร้ทุกข์ภัย
 ศีลข้อนี้ใครทำได้ให้สุขศรี         
 ครอบครัวดีมีความสุขลูกเมียให้
 เหมือนสวรรค์อยุ่ในอกไม่รกใจ         
 สุขสดใสใครทำได้ให้จำเริญ....

(ละเว้นจากสุรายาเสพติดโดยเด็ดขาด ชีวิตจะสุขได้แน่นอน..)
บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 09 ธันวาคม 2006 : 15:25:53 »


การสั่งสมบุญคือทุนรอนตอนชาติหน้า        
ตระการตาเรืองอำไพไปเกื้อหนุน
เพียงใจคิดแม้จนยากยังมากบุญ           
ได้เจือจุนในชาติใหม่หากไร้กรรม
แม้นชาตินี้เพียงทำดีก็มีปลื้ม           
ยิ่งด่ำดื่มบุญกุศลมากล้นหลาม
จงทำดีถือศีลห้าพยายาม              
โลกทั้งสามยิ้มน้อมรับประทับใจ....
บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2007 : 22:11:13 »


ยินเสียงแตรแห่มาที่หน้าโบสถ์ ������ ���
ให้ลิงโลดยินดีปิติแสน
ได้เห็นบุตรสุดสวาทพิลาสแทน  ��������� ���
เข้าสู่แดนพุทธองค์ผู้ทรงธรรม
พ่อและแม่เฝ้าถนอมอดออมเจ้า  ������ ���
ตั้งแต่เยาว์เฝ้าเจือจุนคุณล้นหลาม            
มาบัดนี้ได้เห็นบุตรสุดแสนงาม  ������������
สู่แดนธรรมครองผ้าเหลืองประเทืองใจ  ���
ชีวิตนี้หวังได้ไว้แค่นี้  ��������� ���
ลูกคนดีครองผ้าหน้าสดใส                      
อยู่เคียงข้างไม่ห่างร้างผ้าไตร ��������� ���
ปิติใจลูกใฝ่ดีสุขีเอยฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 มิถุนายน 2007 : 14:33:35 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2007 : 19:55:35 »

(ไม่หยุดไม่ถึงพระ   ไม่ละไม่ถึงธรรม)


อันคนเราเกิดมากายาเนื้อ������
พร้อมสิ่งเกื้อนาๆมหาศาล
เช่นทรัพย์สินทุกสิ่งศฤงคาร������
พัสถานที่ก่อการบันดาลมี
    ตอนเกิดมานั้นมาแท้แต่ตัวเปล่า���
    มิได้เอาสิ่งใดๆมาได้นี่
    ต้องทำงานก่อการบันดาลมี���������
    ทุกวันนี้จึงมีสุขไม่ทุกข์ตรม
ครั้นถึงคราต้องตายมลายสิ้น
แม้กายินยังเอาไปไม่ได้สม
ต้องนอนมองดูทรัพย์สินจนสิ้นลม���������
ทนทุกข์ตรมไม่ได้สุขต้องทุกข์ใจ
    เมื่อใจคิดนิมิตถึงซึ่งทรัพย์สิน������
    อีกกายินเจ็บป่วยช่วยไม่ได้
    เป็นสาเหตุให้มนุษย์สุดทุกข์ใจ���������
    หยุดคิดได้แต่เมื่อใดใจยินดี
เพราะสุขใดไหนจะเทียบเปรียบสุขฌาน
สุขบันดาลใจสงบพบสุขี
หากโลภหวังได้ทรัพย์สินแม้นยินดี���������
แต่ชีวีพอตายจากยากเอาไป
    หักความคิดหยุดได้ไปไหว้พระ������
    หากยอมละย่อมสงบพบสุขใส
    ตายไปแล้วเหลือกายทิพย์พราวพริบพราย���
    แม้ร่างกายยังต้องทิ้งทุกสิ่งอัน
อนิจจังสุขขังยังไม่เที่ยง���������
หากอยากเลี่ยงควรถอยห่างทรัพย์สิ่งสรรพ์
ควรเข้าพึ่งพระรัตนตรัยในชีวัน���������
ความสุขนั้นอยู่ในศีลให้ยินดี
    ปฏิบัติธรรมแล้วย่อมพบสงบสุข������
    อันความทุกข์ก็ห่างหายมลายหนี
    อยู่ในศีลอยู่ในธรรมกระทำดี������
    ความสุขีย่อมมีมาหาตนเอง
���������
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 ตุลาคม 2007 : 20:00:53 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2007 : 12:23:54 »

(ละเว้นจากสุรายาเสพติดโดยเด็ดขาด ชีวิตจะสุขได้แน่นอน..)


ละเว้นจากสุรายาเสพติด         
เป็นข้อคิดในศีลห้าสัมมาฯสอน
พุทธองค์ทรงสอนไว้ให้อาทร         
ยากไถ่ถอนหากเสพติดคิดให้ดี

ทุกๆวันร่ำสุราเรียกหาเหล้า      
ยามมัวเมามักลืมตนหม่นหมองศรี
ขาดสติไร้ความคิดผิดชั่วดี         
รู้อีกทีตัวก็แย่แก้ไม่ทัน

ยาเสพติดอันตรายอย่าได้หา
เสพติดมายากเลิกละจะกระสัน
กระทำได้ทุกวิธีถ้ามีมัน            
ความชั่วนั้นไม่สนใจขอได้เงิน
   
ทั้งจี้ปล้นชิงทรัพย์นับไม่ถ้วน   
ทุกสิ่งล้วนกระทำได้ไม่ขัดเขิน
ยามอยากยาขอให้ได้มีเงิน         
ควรห่างเหินจะมีสุขไร้ทุกข์ภัย
   
ศีลข้อนี้ใครทำได้ให้สุขศรี      
ครอบครัวดีมีความสุขลูกเมียให้
เหมือนสวรรค์อยุ่ในอกไม่รกใจ         
สุขสดใสใครทำได้ให้จำเริญ....
       
บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 03 ธันวาคม 2007 : 13:40:47 »

ดาวจระเข้

กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาคราพุทธกาล
มีตำนานเล่าบอกออกพรรษา
เมื่อก่อนนั้นครั้งแต่ก่อนตอนสัมมาฯ
ออกเทศนาโปรดชาวบ้านย่านฝั่งคลอง
มีจระเข้ตัวหนึ่งซึ่งอาศัย
อยู่ภายใต้คลองแห่งนี้ที่ขึ้นล่อง
กินสัตว์น้ำกินมนุษย์สุดลำพอง
สมใจปองสมอุราเป็นอาจินต์
ครั้นต่อมาพระพุทธองค์ทรงโปรดสัตว์
ได้ทรงตรัสแสดงธรรมงามสุขสิน
เสด็จมา ณ แห่งหนบนแผ่นดิน
ตรงธรนินท์บนชายฝั่งนั่งเทศนา
ณ ที่นั้นมีประชามาฟังธรรม
มารับคำสอนสั่งฟังศึกษา
จนหนาแน่นทั่วฝั่งเนรัญชลา
ฝูงปูปลาก็ได้ฟังยังซึ้งใจ
จระเข้วายร้ายแหวกว่ายมา
เห็นฝูงปลาไม่เกรงกริ่งนิ่งเฉยได้
ก็ฉงนสนเท่ห์เล่ห์อะไร
วันนี้ใยไม่ตื่นแตกแปลกสิ้นดี
จึงโผล่หัวขึ้นมาดูอยู่ผิวน้ำ
เห็นคลาคล่ำด้วยผู้คนฉงนศรี
มีเหตุใดคนมากมายหลายสิ้นดี
ไม่รอรีว่ายเข้าฝั่งหวังแอบดู
ก็ได้ยินเสียงดำรัสตรัสแว่วหวาน
เสียงกังวานไพเราะสนาะหู
จระเข้ให้สนเท่ห์เร่ฟังดู
ได้ฟังอยู่ก็ซาบซึ้งตะลึงงัน
เป็นเสียงองค์พระสัมมาเทศนาธรรม
เล่าเรื่องกรรมเวียนว่ายเปลี่ยนกลายผัน
การเกิดแก่เจ็บตายเวียนว่ายกัน
กฏเกณฑ์นั้นไม่เปรอย่างแท้จริง
จระเข้ได้ฟังธรรมในยามนั้น
สำเร็จพลันบรรลุซึ้งซึ่งทุกสิ่ง
ขอฝากกายเข้าศาสนาหาพักพิง
ยอมละทิ้งการกินสัตว์ในบัดดล
แต่ทว่าในศาสนามาบัญญัติ
ข้อข้องขัดห้ามไว้ให้เหตุผล
เดรัจฉานทั้งหลายว่ายเวียนวน
ไม่ใช่คนนั้นห้ามบวชผนวชกัน
จระเข้ให้ผิดหวังประดังเศร้า
หวังร่มเงาพระพุทธามาแปรผัน
เพราะศาสนามีบัญญัติข้อขัดกัน  
เลยจาบัลย์กลั้นใจตายวายขีวา
จระเข้เมื่อตายลงปลงชีวาตม์
ด้วยอำนาจบุญญาพาสุขศรี
จากเหตุที่ฟังธรรมได้กรรมดี
ผลบุญนี้จึงกำเนิดเกิดเป็นดาว
เป็นดาวแล้วยังมีจิตคิดกุศล
ให้ผู้คนสังเกตุดูอยู่กลางหาว
จะเดินทางไปหนไหนทางไกลยาว
สังเกตุดาวก็รู้ทิศที่คิดไป..........


หมายเหตุ :-  เนื้อเรื่องนี้ผมคิดขึ้นเองครับไม่ได้จากตำนานใดๆทั้งสิ้นครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 ธันวาคม 2007 : 14:21:11 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
bodin_1969_nak
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 719


สวัสดีจ้า


« ตอบ #22 เมื่อ: 25 ธันวาคม 2007 : 16:41:20 »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ


            "สักวาคราประสบพระศาสนา
              ด้วยศรัทธาเพริศแพร้วทั้งแก้วสาม
              หากมีบุญหนุนหลังมาคั่งคาม
              พยายามกอบกู้ให้อยู่ยง

อันทรัพย์สินเงินทองของหวงนี้
ถึงตระหนี่เก็บไว้ดั่งไหลหลง
ล้วนเป็นของเขาอื่นไม่ยืนยง
ยามปลดปลงก็มิได้เอาไปเอย."


 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ                     ................

                                             ดินหม้อ

บันทึกการเข้า

แสงไฟน้อย  ย่อมสว่างในที่มืด

รักกันแม้นจะอยู่ห่างไกลกัน  ก็ใช้ความคิดถึงนั้นนอนกอดได้
หมอนข้างที่อ่อนนุ่ม  ก็เพราะความคิดถึงในความรักนั้นเข้ามาแทรก
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2008 : 11:24:32 »

โมฆะบุรุษ

พระพุทธองค์ทรงดำรัสตรัสไว้ว่า���������
ผู้ใดหนามีปัญญาพิจารณาจิต
เห็นความจริงว่าร่างกายไม่คลายคิด������������
เป็นอนิจ ทุกขัง อนัตตา
ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนทั้งคนสัตว์������
เพียงชั่วลัดช้างยกหูครู่เดียวหนา
แค่กระดิกหูนิดเดียวเสี้ยวเวลา������������
ยังดีกว่าผู้ยืนยาวราวร้อยปี
อายุยืนแต่ไร้ซึ้งถึงปัญญา���������
พิจารณาเรื่องดังกล่าวครั้งคราวนี้
ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปในชีวี���������
ชาติหนึ่งมีเกิดเสียเปล่าน่าเขลาจัง
จัดว่าเป็นบุรุษบุญที่สูญเปล่า���
หรือเรียกเอา"โมฆะบุรุษ"สุดหยุดยั้ง
เกิดมาแล้วควรตั้งใจฝักใฝ่ธรรม������������
ศึกษากรรมตัดนิวรณ์สอนตนเอง....
 ���������………………………………………………………………………..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กุมภาพันธ์ 2008 : 11:28:15 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 14 เมษายน 2008 : 22:12:28 »

   การตักบาตร (ตอนที่ 1)
การตักบาตรคือการทำบุญหนุนกุศล      
ที่ทุกคนชาวพุทธพิสุทธิ์ศรี
ต่างประพฤติต่างกระทำจำชีวี         
ทำมากมีกว่าบุญอื่นดาษดื่นไป
ทุกๆวันขยันหมั่นตักบาตร      
เพราะบุญอาจหนุนญาติตนพ้นพิสัย
ตั้งใจทำอุทิศตั้งจิตใจ            
 แผ่บุญไปให้ญาติมิตรด้วยจิตดี
ชาวพุทธไทยเชื่อกันว่าถ้าใส่บาตร      
บุญนั้นอาจช่วยผู้ตายเวียนว่ายหนี
หลุดพ้นกรรมขึ้นสวรรค์ผ่านอเวจี         
สู่ภพดีเพราะผลบุญช่วยหนุนนำ
การบิณฑบาตของพระสงฆ์ธุดงค์โปรดสัตว์    
ที่กรรมซัดตกอบายภูมิหลุมลึกล้ำ
แม้นเป็นเปรตในวิสัยได้กระทำ         
บุญจะนำให้บรรเทาบางเบาลง
ตามเหตุผลความเชื่อถือลือมาก่อน      
ช่วยผันผ่อนให้จิตดีไม่มีหลง
สรุปได้การใส่บาตรให้ญาติวงศ์         
ช่วยธำรงศาสนามาช้านาน
ในทางพุทธให้เหตุผลดลดังนี้      
ถึงความดีของผลบุญสุนทรศานต์
การตักบาตรของไทยนั้นมีมานาน         
แต่โบราณสรุปไว้ให้อธิบาย
หนึ่ง..ได้สั่งสมบุญแต่ละวันมั่นดวงจิต      
ทำเป็นนิจย่อมนำสุขทุกข์ห่างหาย
การใส่บาตรนั้นช่วยเกื้อเอื้อจิตใจ         
ให้สดใสที่ได้ทำน้อมนำมา
สอง.. เริ่มวันใหม่ด้วยหัวใจให้เอิบอิ่ม      
หน้าแย้มยิ้มใจเข้มแข็งมีแรงหา
ได้ทำบุญย่อมหนุนใจได้วังชา         
กำลังมาเพิ่มพลาไปหากิน
สาม..ได้เกื้อหนุนเป็นทุนรอนอนาคต      
ไปตามกฏของกรรมบุญหนุนสุขศีล
เมื่อทำดีย่อมได้ดีมีอาจินต์         
ทำบุญบิณฑ์ย่อมรับผลกุศลดี
สี่.. ช่วยรักษาศาสนาองค์พระพุทธ      
ไม่สิ้นสุดเจริญไปไม่สุดที่
แต่อดีตองค์สัมมาฯบรรดามี         
ยังชีวีด้วยอาหารที่ท่านบิณฑ์
ห้า.. สืบทอดศาสนาพาเรืองรุ่ง      
เพราะสงฆ์มุ่งศึกษารักษาศีล
ใส่บาตรแล้วภิกษุสงฆ์ธุดงค์กิน         
ให้กายินความหิวหายไร้เวทนา
เพื่อมีแรงเรียนวินัยไปปฏิบัติ      
มาโปรดสัตว์มาสอนคนพ้นตัณหา
สอนพระธรรมให้มวลชนพ้นเวทนา         
ให้ประชาประพฤติดีศรีสังคม
เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายควรใส่บาตร   
หนุนพุทธศาสน์และเป็นบุญทุนสะสม
เป็นเสบียงเก็บเกี่ยวไว้ให้ชื่นชม         
ยามหมดลมสู่ภพใหม่ได้ใช้บุญ
อนึ่งนั้นส่วนรวมได้ให้ผลเกิด      
ความประเสริฐพุทธศาสนามาได้หนุน
สืบศาสนาไม่สุดสิ้นดังจินต์จุน         
ช่วยเกื้อหนุนภิกษุสงฆ์คงชีวี
เพราะพระสงฆ์เป็นกำลังสร้างธัมมะ      
เสียสละเพื่อสืบศานต์ประสานศรี
ท่านอยู่ได้ด้วยปัจจัยที่ได้มี         
ประชาชีมาถวายให้ธรรมทาน
เหล่าชาวพุทธควรทำบุญเกื้อหนุนท่าน      
กุศลทานเพื่อพระสงฆ์ดำรงฐาน
แม้ยากจนข้าวเพียงนิดจิตธรรมทาน         
ข้าวที่ท่านใส่บาตรสงฆ์คงชีพมี
มีกำลังไปศึกษาพระวินัยได้ปฏิบัติ      
ได้เคร่งครัดคำสัมมาฯพุทธาสอน
ได้ศึกษาพุทธพจน์กฏกำจร         
ได้เรียนสอนพระไตรปิฏกยกเอามา
แล้วนำมากล่าวสอนสั่งยังมนุษย์      
ให้พิสุทธิ์รู้พระธรรมคำศึกษา
มวลมนุษย์จะได้เรียนเพียรพิจารณา         
รู้ธรรมาประพฤติดีมีศีลธรรม......


บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 15 เมษายน 2008 : 22:13:57 »

การตักบาตร (ตอนที่ 2 วิธีตักบาตร)
การทำบุญตักบาตรพุทธศาสน์นั้น         
กระทำกันจะสมบูรณ์เป็นทุนฐาน
จะเพรียบพร้อมเปี่ยมล้นบุญคุณการ         
ทำบุญทานควรกระทำจำให้ดี
หนึ่ง...ต้องเตรียมใจให้พร้อมน้อมถวาย   
รักษาใจเจตนาหาวิถี
จะทำบุญต้องมีใจใฝ่ความดี         
สามวิธีมีดังนี้ขอชี้แจง
ก..ก่อนถวายต้องตั้งใจได้เสียสละ      
ถวายพระตั้งใจให้ไม่หน่ายแหนง
ข..ขณะถวายควรมีใจเลื่อมใสแสดง         
ค..ไม่คลายแคลงหลังถวายให้ยินดี
การทำใจสามขั้นตอนที่สอนกล่าว      
มนุษย์เรานั้นทำยากลำบากที่
เหตุปัจจัยนั้นมากมายหลายอย่างมี         
ให้หมองศรีได้ทุกขณะระยะเวลา
จะทำบุญเรื่องสติมิละทิ้ง            
ตั้งใจจริงรู้กระทำจำไว้หนา
เมื่อถวายต้องเต็มใจได้บุญญา            
ปิติมาเมื่อทำบุญสร้างสุนทาน
จะร่ำรวยหรือยากจนคนถวาย         
ประพฤติได้บุญมากมีเป็นศรีศานต์
ตั้งใจดีกระทำตามสามประการ            
แดนสวรรค์นั้นอยู่ใกล้เพราะใจจริง
สอง...ถวายพระผู้รับบาตรประสาทสิทธิ์   
ผู้ทรงสิทธิ์ประพฤติธรรมดูงามยิ่ง
รักวินัยเรียนพุทธพจน์กฏความจริง         
ละทุกสิ่งบรรเทาตัณหาไร้ราคี
คือพระดีเณรดีมีศีลสัตย์            
ผู้เคร่งครัดในวินัยใจสดศรี
รับปัจจัยคนถวายย่อมได้ดี         
เพราะบารมีพระผู้รับนับเป็นบุญ
สาม...สิ่งของที่จัดถวายให้พระสงฆ์      
เจตจำนงค์หามาได้ไว้เกื้อหนุน
ต้องซื่อสัตย์สุจริตไม่ผิดคุณ         
ไม่เบียดบุญผู้อื่นมาน่าละอาย
ไม่ให้ใครเดือดร้อนรานรอนจิต         
ของที่ผิดกฏกรรมห้ามถวาย
ต้องเหมาะสมแก่เณรสงฆ์ตรงตามกาย         
จึงถวายได้บุญญามหาคุณ
องค์ประกอบทั้งสามทำได้สิ้น         
สมดังจินต์ที่ตั้งจิตคิดเกื้อหนุน
ควรทำการอธิษฐานก่อนงานบุญ            
จะเจือจุนสร้างจิตใจให้ยินดี
อธิษฐานจะก่อเกิดบรรเจิดจิต      
เป้าหมายคิดได้กระทำน้ำสุขศรี
บุญที่ทำจะแน่นหนักประจักษ์มี            
ผลบุญดีย่อมหนุนส่งตรงตามใจ
ฉะนั้นก่อนตักบาตรไม่อาจละ      
ควรที่จะอธิษฐานโดยขานไข
จะนั่งยืนก็ไม่ห้ามตามแต่ใจ         
ภาษาไดก็กล่าวได้ตามใจเรา
จะกล่าวเบาหรือในใจก็ไม่ว่า      
แล้วแต่ว่าที่อำนวยด้วยหรือเปล่า
ของถวายยกเสมอหน้าผากเรา            
แล้วจบเอาอธิษฐานทำทานบุญ
ข้าวอาหารจัดถวายใส่บาตรก่อน         
อย่ารีบร้อนควรตั้งใจได้เกื้อหนุน
กิริยาควรนอบน้อมพร้อมทำบุญ            
เคารพคุณภิกษุสงฆ์ผู้ทรงธรรม
จบวิธีการตักบาตรพุทธศาสน์สอน      
ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวและเล่าถาม
หากทำการตามนี้จะดีงาม         
บุญย่อมตามเติมแต่งทุกแห่งไป
สาธุชนทั้งหญิงชายจำให้หมั่น         
ดีชั่วนั้นเป็นกงเกวียนหมุนเวียนได้
หมั่นทำบุญสร้างความดีมีเอาไว้            
เพื่อเกิดใหม่ในชาติหน้าชีวางาม...

   
บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2008 : 22:56:18 »

ผลบุญของการทำบุญตักบาตร

���เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลนานอดีต������ ���
ธรรมลิขิตจารึกไว้ในคำสอน
มีเศรษฐีรวยสง่าฐานันดร������������ ���
เอื้ออาทรชอบทำบุญสุนทรทาน
ทุกๆเช้าเขาขยันหมั่นตักบาตร���������
ไม่ได้ขาดเรื่องทำบุญหนุนศาสน์สรรค์
ถวายอาหารอย่างดีมาห้าประการ������������
เป็นธรรมทานแด่พระสงฆ์ผู้ทรงคุณ
ครั้นต่อมากรรมบันดาลท่านเศรษฐี������    
 ฐานะมีอันหมดไปมลายสูญ
ต้องตกยากลำบากกายไร้สิ้นทุน������������
ความการุณยังเหลือไว้ให้ทำดี
มาวันหนึ่งองค์สัมมาฯพาสาวก���������
ฝ่าพงรกเดินทางผ่านบ้านเศรษฐี
เขาได้เห็นก็สุขใจให้เปรมปรีดิ์������������
ท่านเศรษฐีอยากทำบุญหนุนพระศาสดา
จึงนิมนต์พระสัมมาฯบรรดาศิษย์���������
ตั้งใจจิตคิดถวายขวนขวายหา
เพราะยากจนไม่มีกินดิ้นรนมา������������
จัดภัตตาฯตามหาได้ถวายทาน
ใช้เศษผักปลายข้าวเอามาหุง������                
แล้วจัดปรุงน้ำดองผักไปถวายท่าน
องค์สัมมาฯและสาวกยกธรรมทาน���������      
 ฉันอาหารท่านสิ้นเสร็จเสด็จไป
ท่านเศรษฐีได้ถามกล่าวพระพุทธเจ้าท่าน���                
เรื่องอาหารวันนี้ดีหรือไม่
อดีต-ปัจจุบันนี้ดีอย่างไร������������
โปรดขานไขให้ทราบขอกราบกราน
ในเนื้อความกล่าวถามกรรมลิขิต���������
ผลชีวิตผลบุญทุนประสาน
เมื่อก่อนนั้นเมื่อก่อนนี้มีบุญทาน������������
กุศลการจะกำเนิดเกิดอย่างไร
องค์สัมมาฯได้กล่าวขานนานเมื่อก่อน������      
ถึงเมื่อตอนเป็นเศรษฐีดีหรือไม่
ยามเศรษฐีทำบุญตรึกนึกอย่างไร������������
สุขหรือไม่ทุกข์หรือดีควรตริตรอง
เศรษฐีตอบกาลครั้งนั้นฉันมีสุข���������
ไม่ไร้ทุกข์สุขชื่นชมสมสนอง
ฉันตั้งใจทำบุญได้สมใจปอง���������                
สุขใจผองยามถวายได้ทำบุญ
แต่บัดนี้ฉันสิจนให้ทนทุกข์������                
ปลายข้าวคลุกน้ำผักดองสนองสุนทร์
จัดถวายองค์ศาสดาพึ่งพาบุญ������������
หวังเป็นทุนในภพหน้าคราต่อไป
องค์สัมมาฯตรัสถามมาว่าครั้งนี้���������
รู้สึกดีหรือมีทุกข์สุขไฉน
บุญครั้งนี้ใจพินิจคิดอย่างไร���������                
ให้ถามใจท่านเองดูจะรู้ดี
เศรษฐีตอบถึงยากจนยังปนสุข���������
ไม่ไร้ทุกข์สุขใจให้สุขี
บุญครั้งนั้นหรือครั้งนี้มีใจดี���������                
ล้วนสุขศรีปลื้มใจได้เช่นกัน
พระพุทธเจ้าจึงดำรัสตรัสให้ว่า���������
ที่ผ่านมาท่านอยู่ดีมีสุขสันต์
ยามทำบุญอาหารดีมีใจพลั
บุญบันดาลให้ใจสุขทุกข์ไม่มี
เมื่อถวายก็ตั้งใจให้แก่ท่าน���������
ใจสำราญแน่วแน่แท้สุขศรี
ทำบุญเสร็จท่านสุขใจได้ทำดี������������
ฤทัยมีปิติใจได้ทำบุญ
ครั้นบัดนี้ท่านซิจนทนทุกข์เข็ญ���������
มีใจเช่นหวังทำบุญสุนทรหนุน
ท่านตั้งใจเต็มใจย่อมได้บุญ������������
สุขเป็นทุนอย่างนี้ปิติธรรม
ไม่แตกต่างกันดอกขอบอกท่าน���������
เรื่องทำทานทำบุญทุนโลกสาม
จะดีจนหรืออย่างไรใจมีธรรม������������
เรื่องบุญกรรมเป็นกงเกวียนที่เวียนวน
อันภิกษุสงฆ์องค์เจ้าไม่เศร้าสุข���������
เรื่องความทุกข์ตัดได้ไม่สับสน
ฉันอาหารจะเลวดีมีเจือปน������������
ไม่ดิ้นรนเรื่องอร่อยปล่อยตามใจ
ไร้รูปรสกลิ่นเสียงสำเนียงสิ้น���������
ไม่รนดิ้นปล่อยจิตว่างสร้างบุญไว้
รสเวทนาคือที่มาปัญหาใจ������������
ปล่อยว่างไว้เพื่อทำใจไปนิพพานฯ....

(เนื้อเรื่องจาก”พระไตรปิฏก”)  ผู้แต่ง   นพกรณ์ กุลตวนิช
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 พฤษภาคม 2008 : 23:04:20 โดย noppakorn » บันทึกการเข้า
noppakorn
พันจินตนาการ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 465


คนจะมีค่าล้ำ ถ้ามีธรรมองค์สัมมาฯ


เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2008 : 11:51:19 »

ตัวเรารู้ว่าตัวอย่ามัวหลง
จิตยังคงตรงมั่นไม่หวั่นไหว
สติอยู่คู่ปัญญาพิจารณาไป        
เร่งแก้ไขหนทางห่างนิวรณ์
ยึดพระรัตนตรัยไว้เหนี่ยวเกี่ยวดวงจิต
เพ่งพินิจลมหายใจอย่าไถ่ถอน
อย่าหลงจิตมารยั่วมัวบั่นทอน          
ตัดนิวรณ์เมื่อถึงจุดหยุดมันลง
ยามจิตคิดก็พินิจพิศไปเรื่อย              
ไปเรื่อยเปื่อยรอเวลาอย่าสัยสง
มีโอกาสก็หักจิตปลิดพลันปลิดปลง                
ใจมั่นคงตัดกิเลสเหตุแห่งกรรม....
บันทึกการเข้า
bodin_1969_nak
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 719


สวัสดีจ้า


« ตอบ #28 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2008 : 11:26:06 »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ  นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ  ( พระนิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง"   ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ

"อันตัวเราเฝ้าสงสัยในโวหาร
ด้วยนิพพานยังไม่หลุดสุดกังขา
แม้จะได้พระโปรดเทศนา
อุปมาเปรียบไว้ในคัมภีร์
          ก็ยังไม่กระจ่างสว่างชัด
          เกิดวิบัติมืดมนเป็นพ้นที่
          เพราะนิพพานแปลความตามบาลี
          ว่าดับหมดไม่มีสิ่งอันใด
แถมแนะให้เรียนรู้เฉพาะตน
ยิ่งมืดมนซ้ำเติมเพิ่มไปใหญ่
ในส่วนผลแนะนำเป็นคำนัย
ตามวิสัยสุโขมโหฬาร
          ไม่มีสุขอื่นใดจะยิ่งกว่า
          ก็ให้เกิดปัญหาพาฟุ้งซ่าน
          อันความดับเป็นชื่อของนิพพาน
          ไม่มีสารสิ่งใดในโลกา
คนหรือสัตว์ดินฟ้าและอากาศ
หมดทั่วโลกทุกแห่งในแหล่งหล้า
สูญทั้งดินสิ้นฟ้าสุริยา
แล้วจะว่าสุขประเสริฐเลิศอย่างไร"

                        ...........................

                                   ดินหม้อ

ไปอยู่งานสืบ ฯ เสียนานนึกว่าจะไม่ได้กล้บมาแล้วครับ  นพกรเพื่อนรักสบายดีหรือครับ

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ :Dข้อความ
บันทึกการเข้า

แสงไฟน้อย  ย่อมสว่างในที่มืด

รักกันแม้นจะอยู่ห่างไกลกัน  ก็ใช้ความคิดถึงนั้นนอนกอดได้
หมอนข้างที่อ่อนนุ่ม  ก็เพราะความคิดถึงในความรักนั้นเข้ามาแทรก
bodin_1969_nak
พันจินตนาการ

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 719


สวัสดีจ้า


« ตอบ #29 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2008 : 12:07:43 »

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ


          "หากไม่มีตัวตนบุคคลเกิด
            จะประเสริฐเลิศสุขมาแต่ไหน
            เพราะความสุขเกิดขึ้นก็ที่ใจ
            เมื่อคนสัตว์หาไม่ใคร่ไม่มี

แล้วใครเล่าจะเป็นผู้รู้สนุก
เป็นพยานความสุขเกษมศรี
อันความสุขความทุกข์จะเกิดมี
ต้องเกิดที่คนสัตว์จัดว่าจริง"

                            ..................................

                                           ดินหม้อ

 ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ :Dข้อความ
บันทึกการเข้า

แสงไฟน้อย  ย่อมสว่างในที่มืด

รักกันแม้นจะอยู่ห่างไกลกัน  ก็ใช้ความคิดถึงนั้นนอนกอดได้
หมอนข้างที่อ่อนนุ่ม  ก็เพราะความคิดถึงในความรักนั้นเข้ามาแทรก
หน้า: 1 [2] 3 4 5 ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กาแฟ ร้อยตะวัน กลอน บทกลอน บทกวี ร้อยความฝัน พันจินตนาการ

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2015, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
.::: Theme & Graphic designed by Thanarath Sawasdichai :: www.dreampoem.com supported by Roytawan Coffee :: © 2002-2010 DreamPOEM.COM All Reserved. :::.